top of page

13 อันดับ โดรน ยี่ห้อไหนดี ปี 2022 (Drone)



ประเภทของโดรน


ก่อนอื่น คุณต้องรู้ก่อนว่า Drone มีทั้งหมดกี่ประเภท และแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

  1. Multirotor UAV’s: คุณสามารถเห็น Drone รูปแบบนี้ได้บ่อยที่สุด เพราะเป็นรูปแบบที่หลายคนต่างนิยมเลือกใช้ ด้วยการเคลื่อนตัวที่ทั้งง่ายและรวดเร็ว โดรนรูปแบบนี้จะมีใบพัด 4, 6 และ 8 สำหรับการบิน

  2. Fixed-wing drones: สำหรับเครื่อง Drone รูปแบบนี้ สามารถบินได้นานกว่าและเร็วกว่าแบบแรก ซึ่งมักใช้ในการสำรวจพื้นที่และยังสามารถบรรทุกของในระยะไกลได้อีกด้วย

  3. Hybrid model (tilt-wing): เครื่อง Drone นี้สามารถบินได้เร็วและไกลมากกว่า 2 รูปแบบข้างต้น ซึ่งเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นนี้ มีการต้องการในตลาดมากกว่า จึงทำให้โดรนประเภทนี้มีขายค่อนข้างน้อย



1. DJI Air 2s


โดรนรุ่นใหม่จาก DJI ที่รวมเอากล้องคุณภาพระดับมืออาชีพเข้ากับเฟรมของกล้องคอมแพค

น้ำหนัก: 595 กรัม | ขนาด (เมื่อพับ): 180 × 97 × 77 มม. | ขนาด (เมื่อกางออก): 183 × 253 × 77 มม. | ตัวควบคุม: มี | ความละเอียดวิดีโอ: 5.4K: 5472 × 3078 @ 24/25/30 HDR | ความละเอียดกล้อง: 20 MP | อายุการใช้งานแบตเตอรี่: 31 นาที | ระยะสูงสุด: 18.5 กม. | ความเร็วสูงสุด: 68 kph/42 mph

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีกล้องให้มาด้วย (แต่ไม่ใช่กล้องถ่ายรูป) เช่น โดรน มักจะมีเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก สร้างความรำคาญให้ผู้ใช้อยู่ไม่น้อย

แต่ในที่สุด DJI ก็ใช้เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ใน DJI Air 2S แล้ว นี่จึงเป็นการยกระดับคุณภาพของภาพถ่ายและวิดีโออย่างเห็นได้ชัด โดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น ซึ่งเซนเซอร์ขนาดใหญ่แบบนี้ DJI เคยใช้มาแล้วกับโดรนรุ่นพี่ที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่าง Mavic 2 Pro


รุ่น Air 2S ถือว่าเป็นโดรนตัวเล็กกะทัดรัดกว่าโดรนรุ่นอื่น ๆ และยังเล็กมากเมื่อเทียบกับโดรนรุ่นอื่นที่มีเซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว เท่ากัน อย่างเช่น DJI Phantom 4 รุ่นนี้มีระบบ DJI Intelligence ที่ดี มีเซนเซอร์ Active Track และ เซนเซอร์ป้องกันการชนที่ทำให้โดรนสามารถควบคุมทิศทางได้ดีกว่าเดิม และอีกอย่างที่พัฒนาได้ดี ก็คือแชสซีที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้เข้ากันได้ดีกับความบางของโดรนรุ่นนี้

จุดเด่นของรุ่นนี้

  • วิดีโอ 5.4K, HDR

  • เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว

  • มี AI ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

  • ขนาดเล็กพกพาได้สะดวก

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • ไม่มีเซ็นเซอร์ด้านข้าง

  • แอปพลิเคชันอาจทำให้เสียสมาธิ

  • ราคาแพงขึ้นจากรุ่น Air 2 มาก



2. DJI Mavic 3 / Mavic 3 Cine



โดรนพับได้ที่ทรงพลังที่สุดในขณะนี้

น้ำหนัก: 895 กรัม | ขนาด (เมื่อพับ): 221 x 96 x 90 มม. | ขนาด (เมื่อกางออก): 348 x 283 x 108 มม. | ตัวควบคุม: มี | ความละเอียดวิดีโอ: 5.1K : HDR 50 fps | ความละเอียดกล้อง: 20 MP 12 MP | อายุการใช้งานแบตเตอรี่: 46 นาที (5000 mAh) | ระยะสูงสุด: 15 กม. / 8 ไมล์ | ความเร็วสูงสุด: 68 kph/42.5 mph

Mavic 3 เป็นโดรนที่ทรงพลัง มีกล้องหลัก EFL ขนาด 24 มม. และกล้องรองทำให้สามารถซูมได้แบบไฮบริด แต่ก็อาจทำให้สับสนในการใช้งานได้ ถ้ายังไม่ชิน นอกจากนี้ยังมีกล้องที่ยอดเยี่ยมความละเอียด 20 เมกะพิกเซล มีคุณสมบัติระดับโปร (ของโดรน) ที่สามารถปรับแต่ง ISO, ค่าการเปิดรับแสง และที่สำคัญสามารถปรับรูรับแสงได้ด้วย ทั้งนี้การที่กล้องใช้เซ็นเซอร์ขนาดครึ่งนิ้วความละเอียด 12 เมกะพิกเซลทำให้คุณภาพการซูมต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดที่ ƒ/4/4 ดังนั้นโดรนรุ่นนี้จึงเหมาะกับการเป็นอุปกรณ์เสริมในการสอดแนมและเป็นเครื่องมือสำหรับสำรวจมากกว่ารุ่น Inspire 2


ถึงอย่างนั้น Mavic 3 ก็ยังเหมาะกับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ สามารถขึ้นบินได้นานขึ้น เป็นเวลาถึง 45 นาที บางคนอาจยังมองว่าโดรนแบบพับจะเหมาะกับผู้บริโภคทั่วไปมากกว่า แต่นั่นเป็นความคิดที่ล้าหลังไปแล้ว เพราะโดรนรุ่นนี้เป็นโดรนที่มีกล้องที่ดี สามารถขึ้นบินสำรวจเป็นกล้องทางอากาศได้ พกพาสะดวกกว่า ในราคาที่เหมาะสมกับการใช้งานแบบมืออาชีพ

ส่วน Mavic 3 Cine เป็นรุ่นที่ทำมาพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการวิดีโอรูปแบบ ProRes 422 HQ มาพร้อม SSD ขนาด 1 TB ออนบอร์ดเพื่อจัดเก็บวิดีโอได้จุใจ ไม่ต้องบีบอัดไฟล์ขณะถ่ายภาพ และมี “DJI RC Pro” (ตัวควบคุมพร้อมหน้าจอในตัว)

จุดเด่นของรุ่นนี้

  • ระบบกล้องคู่สำหรับการซูมและการถ่ายในมุมกว้าง

  • กล้องหลักมีเซ็นเซอร์ 4/34 ds

  • ไลฟ์วิดีโอ 60 fps ที่ยอดเยี่ยม

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • กล้องเทเลดูธรรมดาไปหน่อย

  • ตอนเปิดตัวยังไม่มีเฟิร์มแวร์มาด้วย


3. DJI Mini SE




โดรนที่มีกล้องคุณภาพ มาในราคาสุดคุ้ม

น้ำหนัก: 249 กรัม | ขนาด (เมื่อพับ): 180 × 97 × 84 มม. | ขนาด (เมื่อกางออก): 159 x 203 x 56 มม. | ตัวควบคุม: มี | ความละเอียดวิดีโอ: 4K 30 fps (1080 P@60 fps) | ความละเอียดกล้อง: 12 MP | อายุการใช้งานแบตเตอรี่: 30 นาที | ระยะสูงสุด: 3.5 กม. / 2.17 ไมล์ | ความเร็วสูงสุด: 72 kph / 44.7 mph

คำอธิบายที่ดีที่สุดของ DJI Mini SE คือการเป็นกล้องของสมาร์ทโฟน (ระดับกลาง) ที่บินได้ มาตรฐานของโดรนทุกวันนี้สูงขึ้นทุกที โดรนต้องทำได้มากกว่าการเป็นโดรนของเล่นและการถ่ายวิดีโอที่สั่นไหวไปมา แน่นอนว่าโดรนรุ่นนี้สามารถบินได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยเซ็นเซอร์ออนบอร์ดและกล้องที่มีระบบกันสั่นแบบ 3 แกน


สำหรับคนที่ใกล้ชิดกับเทคโนโลยี ความละเอียดวิดีโอที่ 2.7K นั้น อาจยังไม่เพียงพอ แต่สำหรับคนทั่วไปหรือคนที่ดูวิดีโอผ่านทางโซเชียลมีเดีย การจะแยกให้ออกว่าวิดีโอแต่ละตัวเป็นวิดีโอ 4K หรือไม่ เป็นเรื่องที่ยากมากจริง ๆ ดังนั้นความละเอียดวิดีโอของรุ่นนี้จะเพียงพอสำหรับคุณหรือไม่ ก็ให้ดูจากการใช้งานจริงของคุณได้เลย มาในราคาที่ดีกว่ารุ่นอื่น ๆ ของ DJI มีแอปพลิเคชันที่ชาญฉลาด ซอฟต์แวร์ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ลงจอดอัตโนมัติ คำสั่งกลับบ้าน และเอฟเฟกต์การโคจรที่ยอดเยี่ยม คุณจะต้องถูกใจฟีเจอร์เหล่านี้อย่างแน่นอน

จุดเด่นของรุ่นนี้

  • มี GPS และระบบล็อคความสูง

  • Mini SE รับลมได้ดีกว่ารุ่นก่อนเล็กน้อย

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • ภาพนิ่ง ถ่ายได้แต่ไฟล์ JPEG เท่านั้น

  • ไม่มีเซ็นเซอร์การชนด้านหน้า



4. DJI Mini 2




โดรนที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้น พร้อมความคมชัดระดับ 4K

น้ำหนัก: 249 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 12MP | ขนาดแบตเตอรี่: 2,250 mAh | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 10 กิโลเมตร (FCC) และ 6 กิโลเมตร (SRRC)

หนึ่งในจุดด้อยที่เรามองเห็นเกี่ยวกับ DJI Mavic Mini คือมันไม่สามารถถ่ายวิดีโอระดับ 4K ได้ แต่โดรนรุ่นนี้แก้ไขจุดบกพร่องนั้นได้ และยังมาพร้อมกับการออกแบบที่กะทัดรัดเป็นพิเศษ ทำให้เป็นโดรนที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มโดรนของ DJI อีกทั้งยังมีแผงควบคุมใหม่ที่ช่วยเพิ่มระยะควบคุม (ด้วยการเชื่อมต่อ Ocusync 2.0) และมอบประสบการณ์การบินที่สวยงามและนุ่มนวลยิ่งขึ้น


เช่นเดียวกับโดรน Mavic Mini มันอัดแน่นไปด้วยโหมด QuickShot ที่ใช้งานได้ง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น โดรนทำการเคลื่อนไหวตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ล่วงหน้า แต่รุ่น Mini 2 นี้มีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมากกว่านั้น เช่น ความสามารถในการถ่ายภาพ 4. raw และการถ่ายวิดีโอ 4K ที่อัตราบิต 100mbps แน่นอนว่ารุ่น Mini 2 นี้ อาจมีการพัฒนาขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก Mavic Mini แต่เป็นโดรนขนาดกะทัดรัดที่ดีที่สุดที่คุณสามารถหาซื้อได้

จุดเด่นของรุ่นนี้

  • +ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวก

  • +อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนาน

  • +ควบคุมง่าย ใช้งานผ่านแอปพลิ้คชันได้

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • -ไม่มีโหมด “ติดตามฉัน”

  • -ราคาแพงกว่ารุ่น Mavic Mini




5. DJI FPV




โดรนที่ดีที่สุดสำหรับการถ่ายวิดีโอมุมมองบุคคลที่หนึ่ง

น้ำหนัก: 795 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 12MP | ขนาดแบตเตอรี่: 2,000 mAh | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 10 กิโลเมตร

โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว ประเทศต่าง ๆ มักจะมีข้อบังคับกฎหมายเรื่องการบินโดรน เพราะทางหฎหมายได้ตระหนักถึงความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว โดรน FPV จึงถือเป็นโดรนอีกหนึ่งรุ่นที่คุณอาจต้องศึกษาข้อกฎหมายก่อนซื้อ

โดรน DJI FPV เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้งานครั้งแรก ด้วยคุณสมบัติที่เร็วกว่าและว่องไวกว่าโดรน DJI รุ่นอื่น ๆ ด้วยความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังมีโหมดการบินที่แตกต่างกันถึง 3 โหมด (ปกติ สปอร์ต และแมนนวล) ซึ่งถือว่าเป็นโดรนอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

โดรนรุ่นนี้มีความแตกต่างจากโดรน FPV ส่วนใหญ่ แต่ยังสามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้อย่างน่าประทับใจ มาพร้อมกับ gimbal แกนเดียว (แทนที่จะเป็นแบบ 3 แกนเหมือนรุ่น DJI Mavic Air 2) แต่ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นมอบภาพที่ลื่นไหล ไม่มีสะดุด และคุณยังสามารถถ่ายภาพ 1080p ด้วยอัตราเฟรมสโลโม 120fps

หากคุณกำลังมองหาโหมดการบินอัตโนมัติ เราแนะนำให้เลือก DJI Mavic Air 2 หรือ DJI Mavic 2 Pro แต่โดรนรุ่นนี้เป็นก็มอบประสบการณ์การบินด้วย FPV พร้อมฟังก์ชั่นเพิ่มเติมในการถ่ายวิดีโอ 4K และ ภาพนิ่ง 12MP ซึ่งทำได้ดีมาก แต่ต้องแลกมาด้วยเรื่องข้อจำกัด ทางกฎหมายที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดมากกว่าโดรนอื่น ๆ ของ DJI


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • + เป็นโดรน FPV ที่ควบคุมได้ง่าย

  • + ให้คุณภาพของภาพที่ยอดเยี่ยม

  • + ส่งออกภาพและวิดีโอได้อย่างสะดวกง่ายดาย

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • – Props มองเห็นได้ในภาพ

  • – โหมดถ่ายภาพมีความจำกัด

  • – กฎหมายการบินที่เข้มงวด



6. DJI Mavic Air 2




โดรนที่ดีที่สุด สำหรับผู้ใช้ทุกคน

น้ำหนัก: 50 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 12MP | ขนาดแบตเตอรี่: 3,950 mAh | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 10 กิโลเมตร

โดรนรุ่นปรับปรุงจาก Mavic Air มาเป็น Mavic Air 2 รุ่นนี้ เป็นโดรนที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นและมือสมัครเล่น เช่นเดียวกับโดรน Mavic 2 Pro รุ่นจิ๋ว ที่รวมเอาความสามารถในการถ่ายวิดีโอ 4K / 60p ที่ยอดเยี่ยม คุณสมบัติการถ่ายภาพที่หลากหลาย และเวลาบิน 34 นาที อันสุดแสนจะน่าประทับใจ เซนเซอร์ขนาด 1/2 นิ้วรูปแบบใหม่ช่วยให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพ ISO ที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน และรองรับวิดีโอแบบสโลว์โมชั่น 1080p สูงสุด 240fps

แผงควบคุมใหม่ของ Mavic Air 2 นำการเชื่อมต่อระบบ Ocusync 2.0 ซึ่งช่วยเพิ่มระยะการควบคุมได้ถึง 10 กิโลเมตร และปรับปรุงความเสถียรของสัญญาณไปยังแอปพลิเคชัน DJI Fly ด้วยการติดตามวัตถุ และโหมดอัตโนมัติ Quickshot ที่คุ้นเคย ทั้งหมดนี้ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่าง DJI Mavic Mini รุ่นพื้นฐาน และ Mavic 2 ซีรี่ส์ ที่มีราคาสูงกว่า


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • +ใช้งานได้ง่าย

  • +คุณภาพวิดีโอยอดเยี่ยม ระดับ 4K/60p

  • +อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนาน ใช้งานได้ถึง 34 นาที

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • -ไม่มีหน้าจอบนแผงควบคุม




7. Autel EVO Nano




โดรนพับได้ น้ำหนักเบาสุด ๆ พร้อมระบบการมองเห็น ป้องกันการชน

น้ำหนัก: 249 กรัม | ขนาด (เมื่อกางออก): 260 × 325 มม. | ความละเอียดวิดีโอ: 4K @30 fps | ความละเอียดกล้อง: 48 MP | อายุการใช้งานแบตเตอรี่: 28 นาที | ระยะสูงสุด: 10 กม. / 6.2 ไมล์ | ความเร็วสูงสุด: ไม่ระบุ

EVO Nano รุ่นนี้เป็นรุ่นที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะการที่ Autel ประกาศเปิดตัวก่อน Mavic 3 โดรนรุ่นเรือธงของ DJI ก็ทำให้ DJI ต้องเจ็บจี๊ด เพราะทำให้กลยุทธ์การเปิดตัวของ DJI กลายเป็นกลยุทธ์ที่เต็มไปด้วยคำถาม สำหรับเรา คงบอกได้เพียงว่า การสั่งจองล่วงหน้า (pre-order) กำลังจะเป็นที่นิยมกับร้านค้าปลีกใหญ่ ๆ อย่างแน่นอน

นั่นหมายความว่าเร็ว ๆ นี้การซื้อโดรนแบบดิลิเวอร์รี่อาจจะทำได้แล้วภายใต้กฎการลงทะเบียนน่านฟ้าของ FAA นอกจากนี้รุ่นนี้ยังมีเซ็นเซอร์ภาพขนาดครึ่งนิ้วและเซ็นเซอร์ป้องกันการการชนที่ด้านหน้า ด้านหลัง และที่ฐานของตัวเครื่อง

ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์จะต้องชอบรุ่นนี้มาก เพราะ Autel ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านวิทยุ Skylink มาเป็นอย่างดี จึงสามารถดูตัวอย่างวิดีโอที่ถ่ายไปได้แบบสด ๆ ที่ 2.7K30 แม้จะอยู่ที่ระยะสูงสุด 10 กิโลเมตร YouTuber ก็จะต้องชอบที่รุ่นนี้สามารถบันทึกเสียงรอบข้างได้จากไมโครโฟนของพวกเขาเอง (เช่น อัดเสียงจากโทรศัพท์บนตัวควบคุม เพื่อบรรยายภาพการบินครั้งนั้นแบบสด ๆ) นอกจากนี้ผู้ใช้งานทุกคนจะต้องชอบฟีเจอร์ SuperDownload ที่สามารถถ่ายโอนรูปภาพและวิดีโอแบบไร้สายไปยังสมาร์ทโฟนที่ความเร็ว 160 MB/s


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • มีเซนเซอร์ป้องกันการชน 3 ทาง

  • เซ็นเซอร์ภาพขนาด 1/2 นิ้ว

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • Autel เคยเปิดตัวล่าช้ากว่ากำหนด

  • 50MP รุ่น “นาโน” มีเซ็นเซอร์ใหญ่กว่า




8. Autel EVO II




วิดีโอ 8K, อาจจะมากกว่าที่คุณต้องการอยู่สักหน่อย

น้ำหนัก: 1174 กรัม | ขนาด (เมื่อกางออก): 397 × 397 มม. | ความละเอียดวิดีโอ: 8K @ 25 fps | ความละเอียดกล้อง: 48 MP | อายุการใช้งานแบตเตอรี่: 40 นาที | ระยะสูงสุด: 9 กม. / 5.5 ไมล์ | ความเร็วสูงสุด: 72 kph / 44 mph

เช่นเดียวกับ Mavic 2, โดรน Autel EVO II รุ่นนี้มีตัวเลือกของกล้องที่แตกต่างกันเล็กน้อย รุ่นนี้มีตัวเครื่องสีส้มที่ดูแข็งแกร่ง (แต่เรารู้สึกเฉย ๆ) หนัก และทนทาน หลีกเลี่ยงการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวจนไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เรียบง่าย สามารถใช้งานได้จริง ตัวโดรนหนากว่า Mavics เล็กน้อย แต่สามารถบินได้นานกว่า และมีขนาดใหญ่กว่าเมื่อกางปีกออก

แม้ว่าเมื่อเทียบกับ DJI แอปพลิเคชัน Autel Explorer จะเป็นมิตรกับผู้ใช้น้อยกว่า แต่ก็มีตัวเลือกทุกอย่างที่ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้งาน จุดเด่นอีกอย่างที่ดีกว่า คือการมีหน้าจอ OLED ขนาด 3.3 นิ้ว ที่ตัวควบคุม จึงสามารถออกบินได้เลยโดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์

จุดเด่นอีกอย่างที่สำคัญคือ มีเซ็นเซอร์การชนรอบทิศทางที่ใช้ได้ในการบินปกติเลย ในขณะที่ Mavic 2 มีเซ็นเซอร์ด้านข้าง ที่สามารถใช้ได้เฉพาะในโหมดอัตโนมัติและโหมดการบินบางโหมดเท่านั้น จึงเหมาะกับการใช้งานระดับมืออาชีพ Autel EVO II จะเสียเปรียบ DJI อยู่เล็กน้อยก็ตรงที่ไม่มี geofencing มาให้

ณ ตอนนี้เราไม่ค่อยเห็นรุ่นที่ถ่าย 8K วางขายเท่าไหร่นัก แต่จะเห็นรุ่น 6K ‘Pro’ และรุ่นที่รองรับอินฟราเรดแบบคู่วางขายมากกว่า งั้นทำไมถึงมีรุ่น 8K น้อยกว่าล่ะ? รุ่น 8K ใช้ชิปภาพครึ่งนิ้วของ Sony IMX586 แบบเดียวกับ Mavic Air 2 ในขณะที่ 6K pro sports IMX383 ใช้เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว (มากกว่า 4 เท่านั่นเอง) และให้วิดีโอฟุตเทจแบบ 10 บิตและมีรูรับแสงแบบปรับได้ ส่วนการถ่ายแบบ 8K ถูกจำกัดที่ 25fps แต่การถ่าย 6K สามารถทำได้ถึง 50fps และ 4K ได้ถึง 60fps


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • คุณภาพวิดีโอระดับ 8K

  • กล้อง 48 ล้านพิกเซล

  • เซ็นเซอร์ป้องกันการชนรอบทิศทาง

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • การถ่ายภาพ 8K ถูกจำกัดไว้ที่ 25fps




9. DJI Mavic 2 Pro




ราชาแห่งโดรนระดับพรีเมี่ยม

น้ำหนัก: 907 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 20MP | ขนาดแบตเตอรี่: 3,950 mAh | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 8 กิโลเมตร

DJI Mavic 2 Pro ยังคงเป็นโดรนระดับพรีเมี่ยมที่ดีที่สุดที่คุณสามารถซื้อได้ โดรนรุ่นนี้มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ มาพร้อมกับการออกแบบที่พับเก็บได้ ทำให้พกพาได้สะดวก และเหมาะกับการเดินทาง หากคุณต้องการซูมหรือการพกพาที่จริงจัง Mavic 2 Zoom และ Mavic Mini นี้ เป็นโดรนที่คุ้มค่า และคุณภาพมากกว่า Mavic Air 2 ด้วยเซ็นเซอร์ 1 นิ้ว 20MP ทำให้สามารถถ่ายภาพนิ่ง Raw และวิดีโอ 4K ที่ 30fps รูรับแสงสามารถปรับได้ระหว่าง f / 2.8 และ f / 11 ทำให้ใช้ฟิลเตอร์ ND น้อยลง

Mavic 2 Pro เหมาะกับการใช้งานขึ้นสูง แต่ก็สามารถควบคุมและใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยแอปพลิเคชัน โหมดการถ่ายภาพอัจฉริยะและโหมดการบินที่หลากหลายทำให้การถ่ายภาพเป็นเรื่องง่าย นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการบินและกล้องที่ทันสมัยที่สุดที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้สามารถส่งภาพระดับมืออาชีพ แต่ยังสามารถเข้าถึงได้แม้สำหรับผู้เริ่มต้น หากคุณไม่ต้องการการซูมแบบออปติคัล โดรนรุ่นนี้ถือเป็นโดรนที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนส่วนใหญ่


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • +ออกแบบมาให้พับได้

  • +เหมาะกับการใช้งานระดับสูง แต่ก็ยังใช้งานได้ง่าย

  • +เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว ระดับ 20MP

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • -ไม่มีโหมดถ่ายภาพบุคคล



10. DJI Ryze Tello



โดรนที่ใช้งานง่าย สนุก และมาพร้อมกับราคาน่ารัก

น้ำหนัก: 80 กรัม | แผงควบคุม: เลือกได้ | ความคมชัดกล้อง: 5MP | บินได้นาน: 13 นาที | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 100 เมตร

Ryze Tello เป็นโดรนรุ่นที่เรียบง่าย น้ำหนักเบา และราคาไม่แพง ได้รับการออกแบบมาให้เป็นโดรนที่ใช้งานได้สนุกสนาน และแม้จะมาในราคาที่ไม่แพง แต่ Tello ก็มีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจมากมาย เช่น แบตเตอรี่ทำหน้าที่ได้นานถึง 13 นาทีในขณะบิน เซ็นเซอร์แสงที่ช่วยให้ Tello วางเมาส์ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

คุณภาพของภาพจากกล้องขนาด 5MP ที่ติดตั้งมานั้นอาจไม่น่าประทับใจนัก ด้วยช่วงไดนามิกที่จำกัด และมีการบีบอัดจนทำให้เมื่อสตรีมวิดีโอ 720p HD นั้นทำให้ได้ภาพที่ออกมาไม่สมบูรณ์มากนัก เมื่อวิดีโอถูกส่งตรงไปยังสมาร์ทโฟนของคุณ อัตราเฟรมจึงลดลง คุณภาพความคมชัดก็จะลดลงด้วย

แอปพลิเคชันที่ใช้งานร่วมกับโดรนรุ่นนี้นั้นมีความเรียบง่าย และช่วยให้การบังคับ Tello ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ด้วยการตั้งค่าแบบแท่งคู่บนหน้าจอที่ตอบสนองได้ดี ระยะทางที่สามารถควบคุมได้คือ 100 เมตร แต่การใช้งานที่ระดับ 30-40 เมตร นั้นมีความสมจริงมากกว่า ซึ่งแม้จะมีลมพัดเพียงเล็กน้อย ก็ยังไม่ทำให้สูญเสียความเสถียรเมื่อบินอยู่บนอากาศ

Ryze Tello เป็นโดรนที่เหมาะกับการใช้บินในวันที่อากาศสงบ สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วกับอินพุตที่ใช้งานง่าย แต่หากคุณไม่กังวลกับปัญหาวิดีโอที่ขาด ๆ หาย ๆ โดรนรุ่นนี้ก็ถือเป็นโดรนที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • +โหมดการบินสามารถควบคุมได้ดี

  • +น้ำหนักเบา ขนาดเล็ก พกพาสะดวก

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • -สัญญาณการส่งวิดีโอขาด ๆ หาย ๆ

  • -ไม่เสถียรเมื่ออยู่กลางอากาศ



11. DJI Phantom 4 Pro V2.0




โดรนมืออาชีพที่ดีที่สุดอีกหนึ่งรุ่นที่แข็งแรงและทรงพลัง

น้ำหนัก: 1,375 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 20MP | ขนาดแบตเตอรี่: 6,000 mAh | ระยะทางที่สามารถควบคุมได้: 8 กิโลเมตร

กลุ่มโดรนจาก Phantom ของ DJI เป็นซีรีส์ที่นำโดรนขึ้นสู่ความสูงระดับใหม่ จึงทำให้โดรน Phantom 4 Pro V.20 ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดในรายการนี้อีกต่อไป แต่ก็ยังคงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักขับโดรนมืออาชีพที่ต้องการความทนทานและเชื่อถือได้สำหรับการใช้งานในวันที่มีสภาพลมแรง Phantom 4 Pro V2.0 เปิดตัวในปี 2018 เป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ของ Phantom 4 ซึ่งนำเสนอการฟังก์ชั่นการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางที่ดีขึ้นอย่างมาก และมาพร้อมกับโหมดการบินอัจฉริยะ เช่น ActiveTrack เซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว 20MP ยังสามารถถ่ายภาพนิ่งดิบที่น่าประทับใจ และวิดีโอ 4K / 60p ที่ 100Mbps ในโปรไฟล์สี D-log

แน่นอนว่าขนาดของ Phantom 4 Pro V2.0 (น้ำหนัก 1,375 กรัม) ทำให้มันไม่สะดวกในการพกพาเท่ากับรุ่น Mavic 2 Pro แบบพับได้ ซึ่งมีเซ็นเซอร์ขนาด 1 นิ้ว 20Mp ด้วย แต่ยังนำชัตเตอร์แบบกลไกมาใส่ด้วย (เพื่อหลีกเลี่ยงชัตเตอร์ม้วน) และมีอัตราเฟรม 4K ที่สูงกว่า ด้วยการประดิษฐ์คิดค้นที่ยอดเยี่ยมและเวลาในการบิน 30 นาที จึงเหมาะมาก ๆ สำหรับการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอทางอากาศคุณภาพสูงในสภาพอากาศที่ท้าทาย


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • +เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1 นิ้ว ระดับ 20MP

  • +แข็งแรงและบินได้รวดเร็ว

  • +สามารถถ่ายวิดีโอ 4K/60p ที่ระดับ 100Mbps

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • 10. -ขนาดใหญ่เทอะทะ พกพาไม่สะดวก

  • -ราคาแพงกว่า Mavic 2 Pro

  • -ไม่สามารถพับเก็บได้



12. Syma X20 Mini Drone




สุดยอดของเล่นโดรนสำหรับเด็ก และผู้ทดลองใช้งานครั้งแรก

หากคุณเคยใช้งานโดรนมาหลายปีแล้ว คุณอาจยังรู้สึกประหม่าเล็กน้อยในทุกครั้งที่บิน และการจะใช้โดรนราคาแพง ๆ ไปออกฝึกบินถือเป็นอะไรที่ไม่คุ้มค่าเสี่ยง

วิธีที่ดีที่สุดคือการฝึกฝนกับโดรนราคาถูก เช่น โดรนของเล่นจาก Symatoys X20 ที่จำหน่ายในรูปแบบต่าง ๆ และได้รับการรีแบรนด์โดยบริษัทหลายแห่ง แต่มาพร้อมกับฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่เหมือนกันทั้งหมด

สำหรับโดรนของเล่นสำหรับฝึกบินนั้น เราแนะนำว่าคุณไม่ควรจ่ายเกิน 1,500 บาท การบินของโดรนปกติกับโดรนของเล่นนั้นมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในเรื่องของน้ำหนักและการบังคับทิศทางการบิน แต่หากคุณต้องการฝึกบิน เราแนะนำว่าโดรนรุ่นนี้ตอบโจทย์คุณอย่างแน่นอน


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • + เป็นโดรนฝึกขับที่มอบความสนุกสนานขณะใช้งาน

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • – ใช้เพียงเพื่อความสนุกสนานและฝึกบินเท่านั้น



13. Parrot Anafi




โดรนขนาดเล็กที่มีระยะกล้องที่น่าทึ่ง

น้ำหนัก: 3,202 กรัม | แผงควบคุม: มี | ความคมชัดกล้อง: 21MP | ขนาดแบตเตอรี่: 2,700 mAh

โดรนที่มีน้ำหนักเบาตัวนี้อาจมีขนาดเล็ก แต่คุณสมบัติการถ่ายภาพนั้นเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุด

ด้วยกล้องระยะแนวตั้ง 180 องศา ซึ่งช่วยให้สามารถถ่ายภาพขึ้นด้านบนได้โดยตรง เป็นผลงานที่ไม่มีโดรนตัวอื่นเทียบได้ นอกจากนี้ยังมีเลนส์ซูม 2.8 เท่าโดยไม่มีการลดคุณภาพของภาพแต่อย่างใด

Parrot Anafi เป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่งสำหรับแฟน ๆ สายเซลฟี่ โหมด Follow Me จะติดตามการเคลื่อนไหวของคุณ และสามารถปรับโดยอัตโนมัติสำหรับมุมถ่ายรูปที่มากขึ้น อีกทั้งยังมีโหมด SmartDronies – Orbit, Parabola, Boomerang และ Tornado ทำให้โดรนบินรอบตัวคุณเป็นวงกลมและส่วนโค้งต่าง ๆ ได้

ข้อเสียเปรียบหลัก ๆ ของโดรนรุ่นนี้คือการที่ Parrot Anafi ไม่มีฟังก์ชั่นการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง ซึ่งทำให้ยากในการควบคุมโดรนสำหรับผู้ใช้มือใหม่ นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องน่าเสียดายที่โหมดการบิน 2 โหมดถูกล็อค และคุณต้องจ่ายเงินซื้อฟังก์ชั่นนี้ในแอปพลิเคชัน


จุดเด่นของรุ่นนี้

  • + วิดีโอ 4K UHD ที่ 60fps

  • + กล้องแนวตั้ง 180 องศา

จุดด้อยของรุ่นนี้

  • – ไม่มีฟังก์ชั่นการหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง


ที่มา https://proreview.co

bottom of page