My Items

I'm a title. ​Click here to edit me.

งาน COMMART XTREME โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี 63

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำ แถลงข่าวจัดงานมหกรรมสินค้าไอซีทีระดับประเทศ COMMART XTREME ครั้งที่ 55 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี” นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า โค้งสุดท้ายของการจัดงานคอมมาร์ตในปีนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราเชื่อว่างานจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แม้สภาวะเศรษฐกิจจะยังชะลอตัวอยู่บ้างแต่ภาครัฐก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ เป็นการใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าเพื่อลดหย่อนภาษี นับเป็นโอกาสดีของคนที่ต้องการซื้อสินค้าในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการช้อปปิ้ง โดยมีแบรนด์และสินค้าไอทีต่างๆ เข้าร่วมมากมายในปีนี้ อาทิ จาก ACE, Advice, Asus, Banana, E-Quip, CSC, Empura, Epson, Huawei, HP, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, Powerbuy, SPEED Computer, Ascenti, AMD, SVOA, WD และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยบางแบรนด์มีสินค้าออกใหม่ที่จะเปิดตัวในงานนี้ และสินค้าอื่นๆ พร้อมส่วนลดและโปรโมชั่นที่แข่งกันอย่างดุเดือด นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า ในงานคอมมาร์ตส่งท้ายปีครั้งนี้ ถือเป็นงานที่เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ร่วมงานทุกท่าน นอกจากจะได้พบกับสุดยอดร้านไอทีแกดเจ็ต สมาร์ทโฮม จากความร่วมมือของแบรนด์ดัง รีเทลใหญ่ ทั้งแบรนด์เจ้าประจำ และแบรนด์ใหม่ ๆ มารวมไว้ภายในงานคอมมาร์ตมากที่สุด ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้พบกับสินค้าครบครันทุกไลน์สินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตใหม่ New Normal แล้วนั้น ยังมาพร้อมกับการประกาศ “Commart Award 2020” รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่จะมอบให้กับสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 จากทุกแบรนด์ทุกเทคโนโลยีรวม 40 รางวัล โดยรับประกันความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ภายในงานที่มีอุปกรณ์และเครื่องมือ คัดกรองคนในพื้นที่หนาแน่นได้เป็นอย่างดี เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างอุ่นใจ เสมือนอยู่บ้านอีกด้วย “Commart XTREME” ระหว่าง วันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ EH 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เข้าชมฟรี! ตลอดทั้งงาน เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Commart Thailand

Canon ปล่อยภาพ eos C70 กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่มาพร้อมเมาท์ RF รุ่นแรกในตระกูล

Canon เปิดตัว EOS C70 ที่มาพร้อมเมาส์ RF สำหรับผู้ที่ต้องการกล้องที่รองรับการใช้งานถ่ายวิดีโอแบบมืออาชีพโดยเฉพาะ ถือเป็นเทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน สามารถสื่อสารข้อมูลปริมาณมากกับเลนส์ได้อย่างยอดเยี่ยม และยังถือเป็นตัวแรกในตะกูลที่ได้ใช้เมาส์ RF ทำให้ใช้งานร่วมกับเลนส์ RF ในระบบ EOS R System ของ canon ได้ทุกรุ่น หรือถ้าใช้ ร่วมกับเมาท์อะแดปเตอร์ EF-EOS R ก็สามารถใช้ร่วมกับเลนส์ในตระกูล EF ได้อีก กล้องถ่ายภาพยนตร์รุ่นนี้มาพร้อมเซ็นเซอร์ 4K Super 35mm CMOS DGO (Dual Gain Output) ให้ภาพถ่ายวิดีโอคุณภาพสูงถึง 4K 4:2:2 (10 bit) ช่วยให้ไล่เฉดสีได้อย่างสวยงาม แม้ถ่ายในสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต้องใช้ไดนามิกเรนจ์สูง พร้อมประมวลผลภาพ DIGIC DV7 ที่ทำงานอย่างฉับไว ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายวิดีโอ 4K/120p โดยบันทึกลงในการ์ดหน่วยความจำมาตรฐานแบบ SD UHS-II มีช่องใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ SD 2 ช่อง รองรับการบันทึกได้หลายโหมด เช่น simultaneous recording, relay recording และ 4K/2K recording พร้อมหลายฟีเจอร์ระดับมืออาชีพตามแบบฉบับกล้องตระกูล Cinema EOS ไม่ว่าจะเป็นช่องต่อ mini XLR 2 ช่อง, แผงปุ่มควบคุมระบบเสียง, Timecode IN/OUT, ช่องต่อ full HDMI และฟังก์ชัน Direct Touch Control ที่ออกแบบใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ปรับตั้งค่าการบันทึกภาพได้อย่างรวดเร็วผ่านหน้าจอทัชสกรีนของกล้อง นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบออโต้โฟกัส Dual Pixel CMOS AF ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยระบบตรวจจับและติดตามวัตถุอัจฉริยะ (Intelligent Tracking and Recognition System) ซึ่งเป็นกลไกล้ำสมัยที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Deep Learning ทำงานประสานกับ Face Detection AF และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามโฟกัสแม้ตัวแบบไม่ได้มองกล้อง เมื่อใช้งานร่วมกับจอทัชสกรีนรุ่นใหม่ที่ตอบสนองไวจึงทำให้การโฟกัสเร็วและง่ายขึ้น

รูปสตรีทถ่ายได้ แต่ถ่ายยังไงให้ออกมาดูดี

ใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูปแล้ว คงจะเคยมีสักครั้งที่หยิบกล้องขึ้นมาเดินไปตามถนนหรือที่สาธารณะ เพื่อถ่ายภาพสตรีทเก็บไว้ มีภาพที่ใช้ได้บ้างและพังบ้างปะปนกันไป เพราะจริงๆ ถึงจะบอกว่าเป็นการถ่ายภาพสตรีทที่ไม่มีคำจัดกัดความ แต่ทุกอย่างที่ทำมักมีหลักการอยู่ในนั้น แต่หลักการแบบไหนล่ะที่จะทำให้ภาพของเราออกมาดูดี ดูสตรีทและสวยงาม เตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสม ส่วนใหญ่คนที่ถ่ายสตรีทแบบจริงจังมักจะพกกล้องไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา เพราะการถ่ายรูปสตรีทก็เหมือนเสี่ยงดวง ดวงดีก็อาจได้รูปที่ดีออกมา การพกกล้องไปด้วยทุกที่เป็นเหมือนการเพิ่มโอกาส การตัดสินในในการเตรียมตัวว่าจะไปถ่ายอะไรก็ช่วยได้ในการเตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ อย่าเร่งรีบ Photo by takahiro taguchi on Unsplash ในครั้งแรกของการถ่ายภาพสตรีท ด้วยความตื่นเต้นและไม่รู้จะเริ่มยังไง อาจทำให้เราจับภาพทุกสิ่งรอบตัว เราอาจถ่ายเป็นร้อยรูปหรือถึงหลักพัน แต่เมื่อกลับไปดูรูปอาจพบกับความผิดหวังเมื่อพบว่าไม่มีสักรูปที่ใช้ได้เลย เพราะการถ่ายภาพสตรีทไม่ได้หมายถึงการจับภาพที่เห็น ณ ตรงหน้าเสมอไป แต่อาจเป็นการคาดเดาเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนั้น เกิดจากการประเมินสถานการณ์ ประเมินเวลา และถ้าการคาดเดาของเราถูกต้อง หรือไม่ถูก ภาพที่ได้อาจจะต่างออกไป แต่ความสนุกของการถ่ายภาพสตรีทอยู่ตรงนี้แหละ ตรวจสอบองค์ประกอบทั้งหมด ลองมองหาสิ่งแวดล้อมรอบตัว เหมือนกับการเลือกฉาก ที่รอตัวนักแสดงเดินเข้าเพื่อให้ฉากสมบูรณ์แบบอาจเป็นตัวแบบที่บังเอิญเข้ามา หรือตัวแบบที่เราเตรียมไว้ แต่ควรเซ็ตการตั้งค่าทุกอย่างของกล้องให้รับกับฉากตรงหน้า ทั้งเรื่องของแสง ตำแหน่ง เหมือนกับการจัดเฟรมเพื่อรอถ่ายรูป หลบสิ่งรบกวนที่อาจทำให้ภาพเสียหาย ฉากหลัง ในบางครั้งของการถ่ายรูปคุณอาจจะโฟกัสแบบตรงหน้ามากเกินไปจนลืมมองพื้นหลัง หลายครั้งที่ฉากหลังทำให้รูปดูน่าใจขึ้น และในขณะเดียวกันบางทีฉากหลังก็อาจจะทำลายรูปของคุณลงได้เช่นกัน เพราะแบบนั้นเวลาที่ถ่ายควรจากมองให้รอบด้านตั้งแต่สิ่งที่ต้องถ่ายไปจนถึงฉากหลัง เปลี่ยนมุมมอง จุดสำคัญของภาพสตรีทอีกอย่างคือการเปลี่ยนมุมมองการถ่ายรูป ฝึกที่มองทุกอย่างในมุมใหม่ๆ ข้อนี้ใช้ได้ทั้งการใช้ชีวิตและการถ่ายภาพเอง เป็นเหมือนการเปิดมุมมองความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่ให้เรายึดอยู่แต่กับกรอบเดิมๆ เปลี่ยนระดับกล้อง ระดับสายตา เพราะการที่เรามองเห็นสิ่งๆ นั้นไม่ได้แปลว่าเราต้องยึดอยู่แต่กับการมองเห็นเดิมๆ เคารพผู้อื่น เป็นประเด็นที่ถือว่าบอบบางมากในสมัยนี้ เพราะการถ่ายภาพสตรีทเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะใบหน้าคนติดมากับรูปถ่าย หรืออาจสร้างความอึดอัดใจให้กับคนที่อยู่บริเวณที่เราถ่ายรูป สิ่งที่ต้องคำนึงคือสิทธิส่วนบุคคล อาจจะฝึกระยะไม่ให้ผู้ถูกถ่ายรู้สึกอึดอัด ในขณะเดียวกันตัวเราเองก็ไม่ไปกีดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อคนอื่นด้วย อุปกรณ์ก็มีส่วน ส่วนใหญ่คนที่ถ่ายสตรีทมักจะใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อลดความรู้สึกคุมคามให้ผู้ที่ถูกถ่าย หรือถ้ามีความจำเป็นจริงๆ เราอาจจะเดินเข้าไปขออนุญาตถ่ายรูป ถ้าเขาแสดงออกว่าไม่อยากให้ถ่ายก็ห้ามถ่าย เพื่อแสดงถึงการเคารพสิทธิของเขา ถ่ายรูปในเส้นทางเดิม อาจฟังดูเป็นเรื่องแปลก ทำไมเราต้องไปถ่ายรูปที่เดิมๆ แต่นี่เป็นเคล็ดลับที่ช่างภาพสตรีทหลายคนทำ เพราะถ้าเราสนใจกับอะไรบางอย่างและลงลึกไปกับมัน เราจะมีข้อมูลของสิ่งๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นปริมาณแสงในบางช่วง สภาพอากาศ หรือกิจวัตรประจำวันของคนที่ต้องผ่านสถานที่นั้นๆ เพราะการถ่ายภาพสตรีทไม่ใช่แค่เพียงการสร้างงานศิลปะจากช่วงเวลาในชีวิตประจำวัน แต่เป็นเหมือนการรวบรวมประวัติศาสตร์ชีวิตของผู้คนแฟชั่นนิสัยและสภาพแวดล้อมในเมืองและเขตต่างๆทั่วโลก แต่งตัวให้สบายๆ การถ่ายภาพสตรีทเราต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เสื้อผ้าที่ใส่ควรเป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายและไม่รู้สึกอึดอัด กับรองเท้าดีๆ ที่จะช่วยเซฟขาของคุณให้ปวดน้อยลงจากการเดินทั้งวัน การแต่งตัวควรเป็นแบบธรรมดา ธรรมดาในที่นี้พยายามกลมกลืนกับคนทั่วไปให้มากที่สุด มันจะดีกว่าถ้าเราไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจจนเกินไป กระเป๋าใส่อุปกรณ์ก็สำคัญ เพราะคุณอาจพลาดโอกาสได้รูปดีๆ เพราะต้องมัวจัดแจงสัมภาระอยู่ตลอดเวลา ขอขอบคุณข้อมูลจาก digitalcameraworld

กล้องถ่ายรูปสำหรับมือใหม่ที่ดีที่สุดในปี 2020

การจัดอันดับกล้องถ่ายรูปสำหรับมือใหม่ในบทความนี้ เป็นการจัดอันดับที่พิจารณาจากราคา ความสะดวกในการใช้งาน ความสามารถที่กล้องจะเติบโตไปกับผู้ใช้งาน หรือพูดง่ายๆ ก็คือการใช้งานในระยะยาวนั่นเอง โดยเนื้อหาการจัดอันดับ เราได้นำข้อมูลมาจากเว็บ Digital camera World จะมีกล้องที่น่าสนใจรุ่นไหนบ้างมาดูกัน Nikon D3500 " DSLR ระดับเริ่มต้น แต่มีประสิทธิภาพและมีเซ็นเซอร์ที่ยอดเยี่ยม " ราคา Body อย่างเดียว ประมาณ 14,000 บาท / Body + Lens kit ประมาณ 17,000 บาท กล้อง DSLR ระดับเริ่มต้นของ Nikon แต่มีประสิทธิภาพและมีเซ็นเซอร์ที่ยอดเยี่ยม เพราะสิ่งที่มือใหม่กังวลคือความยุ่งยากของกล้อง DSLR ที่อาจจะรู้สึกยากในการเริ่มต้นใช้งานใหม่ๆ แต่ Nikon D3500 นั้นมีโหมดถ่ายภาพที่ดีเยี่ยม และการตั้งค่าต่างๆ ผ่านทางจอ LCD ด้านหลัง ตั้งค่าได้ง่ายๆ แบบมือใหม่ก็ทำได้ เลนส์ Kit ที่มีให้ ก็เป็น เลนส์ Kit คุณภาพดี ( เลนส์ Nikon AF-P DX 18-55mm f / 3.5-5.6G VR ) แถมการใช้งานในระยะยาวก็คุ้มค่า เพราะความเป็น DSLR ที่การใช้งานค่อนข้างหลากหลาย เหมาะกับผู้ที่เรียนถ่ายภาพจริงจัง และยังเหมาะกับคนที่มีงบน้อย เพราะกล้องสำหรับมือใหม่ไม่จำเป็นต้องทันสมัยที่สุด แต่ควรใช้งานได้อย่างตรงไปตรงมาและราคาไม่แพง ประเภท: DSLR | เซนเซอร์: APS-C | ความละเอียด: 24.2MP | เมาท์เลนส์: Nikon F (DX) | หน้าจอ: 3in, 921,000 dots | ความเร็วระเบิดสูงสุด: 5fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 1080p (Full HD) จุดเด่น : มีโหมดถ่ายรูปอัตโนมัติที่ตอบโจทย์มือใหม่ได้ดี จุดด้อย : หน้าจอ LCD ไม่สามารถเอียง และไม่มีระบบสัมผัส Panasonic Lumix GX9 " กล้องสไตล์ Rangefinder ขนาดเล็ก ใช้งานง่ายแต่ได้รูปคุณภาพเยี่ยม " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 16,000 - 17,000 บาท กล้อง Lumix GX9 ของ Panasonic ผสมผสานรูปลักษณ์ที่มีสไตล์เข้ากับความสามารถในการถ่ายภาพที่น่าประทับใจ มีเมาท์เลนส์ Micro Four Thirds ที่ให้ตัวเลือกออปติคอลที่หลากหลายแก่ผู้ใช้ ทั้งถ่ายภาพ และ VDO แบบ 4k ได้ สามารถดึงภาพนิ่งคุณภาพสูงจาก VDO 4K ที่ถ่ายไป และมีโหมด Post Focus ที่เลือกจุดโฟกัสได้หลังจากถ่ายภาพไปแล้ว แต่เพราะตัวเครื่องที่มีขนาดเล็กทำให้ต้องเสียเวลากดปุ่มเมนูที่มีมากมายบนหน้าจอสัมผัส เมื่อต้องการตั้งค่าต่างๆ แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ Lumix GX9 ก็มีโหมดอัจฉริยะมาทดแทนตรงนี้ ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: Micro Four Thirds | ความละเอียด: 20.3MP | เมาท์เลนส์: Micro Four Thirds | หน้าจอ: เอียง 3 นิ้วหน้าจอสัมผัส 1,240,000 จุด | ความเร็วระเบิดสูงสุด: 9fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K จุดเด่น : มีโหมดถ่ายภาพและ VDO แบบ 4K / ช่องมองภาพสามารถยื่นออกมาได้ จุดด้อย : การทำงานค่อนข้างพึ่งพาระบบดิจิตอลเป็นหลัก / เมนูการตั้งค่าถูกรวมเข้าไปในหน้าจอ LED
ทำให้ยุ่งยากเวลาต้องการตั้งค่าต่างๆ Sony A6000 " ซีรีส์ที่เก่าแก่ที่สุดของ Sony เหมาะสำหรับภาพนิ่ง และราคาถูก! " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 17,900 บาท ถึงแม้กล้อง Sony A6000 จะเปิดตัวมาได้ 6 ปีแล้ว แต่ถ้าพูดถึงในรายชื่อของกล้องระดับเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ Sony A6000 ก็ยังคงเป็นกล้องที่น่าสนใจอยู่ ด้วยรูปแบบของกล้องคอมแพค APS-C ที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้หลากหลาย ความละเอียดจากเซ็นเซอร์ภาพ 24.3MP ถึงแม้ความละเอียด 1,440,000 จุดของช่องมองภาพจะต่ำกว่ามาตราฐานเล็กน้อยเมื่อเทียบกับในปัจจุบัน และไม่สามารถถ่าย VDO 4K บวกกับไม่มีระบบ AF แต่ประสิทธิภาพการถ่ายภาพต่อเนื่อง และโฟกัสอัตโนมัติที่ดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับราคาแล้วสิ่งที่ได้รับจากกล้องถือว่าคุ้มค่ามาก ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: APS-C | ความละเอียด: 24.3MP | เมาท์เลนส์: Sony E | หน้าจอ: หน้าจอเอียง 3 นิ้ว, 921k จุด | ช่องมองภาพ: EVF, 1,440k จุด | ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง: 11fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: Full HD จุดเด่น : กล้องมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา / มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ในตัว จุดด้อย : ไม่มี VDO 4K รุ่นค่อนข้างเก่าเพราะเปิดตัวในปี 2014 Canon EOS Rebel SL3 / EOS 250D / EOS 200D Mark II ราคา Body อย่างเดียว ประมาณ 16,500 บาท / Body + Lens kit ประมาณ 18,900 บาท " DSLR สำหรับมือใหม่ที่ดีที่สุด " ระบบเซ็นเซอร์ APS-C ระดับสูงสุดของ Canon มีความละเอียด 24.1MP สามารถถ่ายภาพแบบ Live View ได้ยอดเยี่ยม หน้าจอสัมผัสที่ชัดเจนและ Dual Pixel ออโต้โฟกัส CMOS AF ที่รวดเร็วช่วยให้โฟกัสภาพได้แม่นยำ เป็นหนึ่งในกล้อง DSLR ไม่กี่ตัวที่ใช้หน้าจอจัดองค์ประกอบภาพได้ดีกว่าการใช้ช่องมองภาพ แถมยังถ่าย VDO 4K ได้ และสามารถเชื่อมต่อ Wifi และ NFC ได้อีกด้วย ประเภท: DSLR | เซนเซอร์: APS-C | เมาท์เลนส์: Canon EF-S | หน้าจอ: หน้าจอสัมผัสแบบปรับมุมได้ 3 นิ้ว 1,040,000 จุด | ความเร็วระเบิดสูงสุด: 5fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K UHD ที่ 25p จุดเด่น : เป็นกล้อง DSLR ที่น้ำหนักเบา และใช้งานง่าย สามารถถ่ายภาพ Live View ได้ยอดเยี่ยม จุดด้อย : จุดโฟกัสอัตโนมัติ ( AF ) ค่อนข้างน้อย Canon EOS M50 " กล้อง Mirrorless ระดับกลางของ Canon ที่มีฟังก์ชั่นซ่อนอยู่มากมาย " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 18,000 - 19,000 บาท กล้อง Mirrorless ตัวเล็กอีกหนึ่งรุ่นขายดี ของ Canon เพราะขนาดกะทัดรัด และมีช่องมองภาพที่เป็นจุดขายสำคัญของรุ่นนี้ เพราะเป็นสิ่งที่กล้อง Mirrorless ในราคาใกล้เคียงกันไม่มี แต่ เลนส์ kit ในระยะ 15-45 มม. ก็อาจจะทำให้การถ่ายภาพดูน่าอึดอัดเมื่อได้ใช้กล้องจนชำนาญไประยะหนึ่ง เนื่อง จากการจำกัดของระยะ แต่ยังไงก็ตาม Canon EOS M50 ก็ยังเป็นกล้องสำหรับมือใหม่ที่ดูน่าสนใจ เพราะความใช้งานง่ายและค่อนข้างอเนกประสงค์ แบบคนไม่เคยเล่นกล้องก็สามารถถ่ายรูปให้ออกมาดูดีได้ไม่ยาก ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: APS-C | เมาท์เลนส์: Canon EF-M | หน้าจอ: หน้าจอสัมผัสแบบปรับมุมได้ 3 นิ้ว 1,040,000 จุด | ความเร็วระเบิดสูงสุด: 10fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K UHD จุดเด่น : มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ในตัว หน้าจอเป็นแบบสัมผัส และสามารถปรับมุมได้ จุดด้อย : มีข้อจำกัดในการถ่าย VDO 4K / ใช้งานได้ในระดับทั่วไป ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้งานระยะยาว Fujiflim X-T200 " กล้องหน้าตาดี ที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดถ่าย " ราคา Body อย่างเดียว ประมาณ 20,000 บาท / Body + Lens kit ประมาณ 24,000 บาท Fujifilm X-T200 มีขนาดและน้ำหนักเบา รูปลักษณ์คล้ายกล้อง SLR มีหน้าจอสัมผัส LCD ขนาดใหญ่ 3.5 นิ้ว แบบปรับหมุนจอได้ ทำให้มีมุมมองที่หลากหลาย อัตราส่วน 1: 6 ที่เหมาะกับวิดีโอ มีเซ็นเซอร์ APS-C ขนาดใหญ่ ทำให้ได้คุณภาพของภาพถ่ายที่ดี มีช่องมองภาพแบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ่ายภาพนิ่งได้ที่ 24 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพต่อเนื่อง 8 ภาพต่อวินาที และถ่าย VDO 4K UHD ที่มีคุณภาพดี และจำลองการใช้สีฟิล์มในการถ่าย VDO ได้ ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: APS-C | ความละเอียด: 24.2MP | เมาท์เลนส์: Fujifilm X | หน้าจอ: หน้าจอสัมผัสแบบปรับหมุนได้ 3.5 นิ้ว, 2,760,000 จุด | ช่องมองภาพ: EVF, 2,360,000 จุด | ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด: 8fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K จุดเด่น : หน้าจอสัมผัสมีขนาดใหญ่ถึง 3.5 นิ้ว / ถ่าย VDO 4K ได้คุณภาพดี / ดีไซน์สวยงาม น้ำหนักเบา จุดด้อย : เป็นเซนเซอร์ CMOS ปกติ ไม่ใช่เซ็นเซอร์ X-Trans Olympus PEN E-PL9/E-PL10 " ดีไซน์เก๋ไก๋ย้อนยุคผสมผสานกับรูปแบบและฟังก์ชันที่สมเหตุสมผล " สำหรับ Olympus E-PL9 และ E-PL10 ทั้งสองรุ่นนี้มีการใช้งานและฟังก์ชั่นที่ไม่ต่างกันมากในเชิงเทคนิค อาจจะมีเรื่องของราคาที่ Olympus E-PL10 จะแพงกว่าเล็กน้อยเพราะเปิดตัวทีหลัง ทั้งสองรุ่นนี้เป็นกล้องถ่ายภาพสตรีท และ VDO Vlog หน้าจอด้านหลังสามารถปรับได้ 180 องศา แต่เสียดายในส่วนของเซนเซอร์ที่ให้มาแค่ 16.1 ล้านพิกเซล ถือเป็นเซนเซอร์รุ่นเก่า ข้อดีคือขนาดที่เล็กกะทัดรัดของกล้องพร้อมระบบกันสั่นในตัว เหมาะกับการถ่ายภาพท่องเที่ยว สามารถถ่าย VDO 4K 30fps พร้อม 120fps ที่ 720p ราคา Olympus Camera PEN E-PL9 ประมาณ 13,900 บาท ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: Micro Four Thirds | ล้านพิกเซล: 16.1MP | หน้าจอ: หน้าจอสัมผัสแบบปรับเอียงได้ 3.0 นิ้ว 1,040k | ช่องมองภาพ: ไม่มี | เลนส์: Micro Four Thirds | ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง: 8.6fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K จุดเด่น : ดีไซน์สวยงาม ดูทันสมัย เครื่องมีขนาดเล็ก พกพาง่าย / ถ่าย VDO 4K ได้ จุดด้อย : ไม่มีช่องมองภาพ / ความละเอียดที่ให้มาเทียบเท่ากับรุ่น PEN E-PL9 Panasonic Lumix G100 " Vlog ก็ได้ ถ่ายภาพนิ่งก็ดี " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 23,900 - 25,900 บาท ใครที่เป็นสาย Vlog ทั้งเก็บไว้ดูเอง หรือทำเป็นอาชีพจริงจัง Lumix G100 ตอบโจทย์ความเรียบง่ายในการถ่าย VDO สามารถจับภาพนิ่งและวิดีโอคุณภาพสูงด้วยเมนูที่ใช้งานง่าย แม้แต่มือใหม่ที่ไม่มีความรู้ก็สามารถถ่าย VDO ให้ดูดีได้ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจกล้องเพื่อเน้นถ่าย Vlog โดยเฉพาะ หรือเน้นทั้งภาพนิ่งและ VDO ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: Micro Four Thirds | ความละเอียด: 20.3MP | เมาท์เลนส์: MFT | หน้าจอ: 3 นิ้วแบบปรับมุมได้ 1,840,000 จุด | ช่องมองภาพ: EVF, 3.69m จุด | ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด: 10fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K UHD จุดเด่น : สามารถถ่าย VDO และ ภาพนิ่ง ให้ได้คุณภาพดี รวมถึงจุดเด่นในเรื่องการบันทึกเสียง หน้าจอเป็นแบบ
EVF ที่มีความละเอียดสูง มองเห็นหน้าจอได้แม้อยู่ในที่แสงจ้า จุดด้อย : ไม่มีช่องเสียบหูฟังหรือ USB-C Olympus OM-D E-M10 Mark IV " รูปทรงดูน่ารัก แต่เป็นขุมพลังขนาดพกพา " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 27,900 - 28,900 บาท ด้วยเซนเซอร์ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล ระบบป้องกันภาพสั่นไหว 5 แกนในตัวกล้อง ที่ได้รับการพัฒนามาเป็นอย่างดี จอภาพแบบพลิกลงและปรับเอียงได้ เซ็นเซอร์กล้องเป็นแบบ MFT สามารถถ่าย VDO 4K ได้ ถือเป็นกล้องอีกตัวที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหากล้องระดับเริ่มต้น ที่มีขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง ถึงราคาอาจจะสูงไปสักเล็กน้อยสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าพูดถึงการทำงานของกล้องนั้น ก็คุ้มค่ามากๆ
ในการใช้งานระยะยาว ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: Micro Four Thirds | ความละเอียด: 20.3MP | เมาท์เลนส์: MFT | หน้าจอ: หน้าจอสัมผัส 3 นิ้วเอียงได้ 180 องศา 1,037,000 จุด | ช่องมองภาพ: EVF, 2,360,000 จุด | ความเร็วในการถ่ายภาพสูงสุด: 8.7fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K UHD จุดเด่น : ความละเอียด 20.3 ล้านพิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดปัจจุบัน / ระบบป้องกันการสั่นไหว 5 แกน ในตัวกล้อง จุดด้อย : เซ็นเซอร์ MFT ที่ใช้ เล็กกว่า APS-C / โครงสร้างเป็นพลาสติก Nikon Z 50 " กล้องมิเรอร์เลส APS-C ตัวแรกของ Nikon ดาวเด่นในการผลิต " ราคา ปัจจุบัน ประมาณ 25,900 - 27,900 บาท Nikon Z 50 เป็นกล้องขนาดเล็กกว่ากล้องฟูลเฟรม Z6 และ Z7 แต่มีรูปทรงการออกแบบที่คล้ายกัน แม้จะมีขนาดที่เล็ก แต่ก็มีกริปที่ดี ช่วยให้ถือกล้องมือเดียวได้ มาพร้อมเลนส์ kit แบบแพนเค้ก ขนาด 16 - 50 มม. เป็นหนึ่งในเลนส์ kit ที่บางที่สุดที่เราเคยเห็น และใช้การซูมแบบกลไกที่ 'เหมาะสม' มากกว่าระบบซูมด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถ้าเทียบกับกล้องที่เป็นคู่แข่งในช่วงราคาเดียวกัน ของเซนเซอร์ APS-C Nikon Z50 ถือว่ามีราคาต่ำกว่ามาก ประเภท: Mirrorless | เซนเซอร์: APS-C CMOS | ความละเอียด: 20.9MP | หน้าจอ: การเอียง 3.2 นิ้วจุด 1.04m | ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่อง: 11 fps | ความละเอียดวิดีโอสูงสุด: 4K UHD ที่ 30p จุดเด่น : ตัวกล้องมีขนาดเล็ก / สเปกกล้องคุ้มค่า / ถ่าย VDO 4k ได้ และถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถึง 11 fps จุดด้อย : ช่องเสียบการ์ด SD UHS มี 1 ช่อง / อายุการใช้แบตเตอรี่ค่อนข้างน้อย / หน้าจอเซลฟี่แบบพลิก ลงด้านล่างทำให้ใช้งานลำบาก ขอขอบคุณข้อมูลจาก digitalcameraworld

เปิดภาพ DJI Osmo Pocket 2 พร้อมสเปคใหม่ไฉไลกว่าเดิม

นับตั้งแต่การเปิดตัว DJI Osmo Pocket ในปี 2018 กล้องล้ำสมัย ที่สร้างกล้องให้เป็น Gimbal มอเตอร์ขนาดเล็ก ให้ช่วงเวลาที่ต้องการเก็บงภาพและ VDO สะดวกสบายและเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่ต้องตั้งค่าอย่างอื่นให้วุ่นวาย โดยภาพหลุดของ DJI Osmo Pocket 2 นั้น มีจุดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เลนส์ใหม่และเซ็นเซอร์ใหม่? ภาพที่หลุดออกมาแสดงให้เห็นว่ากล้องของ Osmo Pocket 2 จะแตกต่างจากใน Osmo Pocket ดั้งเดิม ในข่าวลือนั้นจะพูดถึงความสามารถในการรับเซ็นเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น อาจเป็นเซ็นเซอร์ขนาด 1/2 นิ้ว และมีความละเอียดมากกว่านี้ ต้นฉบับมีเซ็นเซอร์ 12 ล้านพิกเซล 1 / 2.3 นิ้วซึ่งสามารถถ่าย 4K ที่ 60fps 2. การควบคุมจอยสติ๊กแบบใหม่ การควบคุมจอยสติ๊กแบบใหม่นี้ สร้างความแตกต่างจากรุ่นเดิมมาก ตามภาพที่หลุดออกมา จะเห็นได้ว่ากจอยสติ้กในรุ่นใหม่นี้ จะช่วยให้การควบคุมที่เป็นอิสระมากยิ่งขึ้น 2. มีอุปกรณ์เสริมให้เลือก 2 แบบ จากภาพที่รุ่นออกมาจะเห็นได้ว่า DJI Osmo Pocket 2 จะมีสองรุ่น พร้อมชุดโปรที่ให้อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม สิ่งสำคัญที่เพิ่มเข้ามาในชุด Pro คือไมโครโฟนไร้สาย ซึ่งเหมาะมากสำหรับการปรับปรุงเสียงเมื่อใช้เครื่องนี้ในการทำวิดีโอบล็อกหรือบันทึกการสัมภาษณ์ ขอขอบคุณข้อมูลจาก digitalcameraworld

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Nikon Z 6II และ Z 7II ก่อนวางจำหน่าย

เมื่อสองปีที่แล้ว Nikon ได้เปิดตัวกล้อง Mirrorless Full Freme อย่าง Z6 และ Z7 ถึงจะได้รับการพูดถึงในทางที่ดี แต่ก็ยังมีจุดที่เป็นข้อเสียที่มองข้ามไม่ได้ คือมีช่องเสียบการ์ดเพียงช่องเดียว ดังนั้นในรุ่นต่อไป อย่าง Z 6II และ Z 7II ที่ Nikon พัฒนาขึ้น จึงมีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่จุดนี้ ให้รองรับทั้ง UHS-II SD และ CFexpress (type B)/XQD Nikon Z7 II จะแตกต่างกับ Nikon Z6 II ในเรื่องของเซ็นเซอร์ โดย Nikon Z7 II มาพร้อมกับเซ็นเซอร์ความละเอียด 46 ล้านพิกเซล แบบ BSI CMOS ปรับตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 64 ถึง 25,600 (ขยายเป็น 32-102400 ได้) ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็วสูงสุด 10 ภาพต่อวินาที จาก 9 ภาพต่อวินาที มีจุดโฟกัส 493 จุดรองรับพื้นที่ 90% ของภาพ พร้อมทั้งยังถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ -3 EV Nikon Z6 II มาพร้อมกับความละเอียดเซ็นเซอร์ 24.5 ล้านพิกเซล แบบ BSI CMOS ปรับตั้งค่า ISO ได้ตั้งแต่ 100-51200 (ปรับเพิ่มขยายเป็น 50-204800 ได้) ถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุดได้ที่ 14 ภาพต่อวินาที มีจุดโฟกัส 273 จุด สามารถใช้งานในที่แสงน้อยได้ถึง -4.5 EV สามารถถ่าย VDO 4K ที่ 60fps (จาก 30fps ในรุ่นก่อนหน้า) ในทั้ง 2 รุ่น ยังเปิดใช้งาน Animal Eye-AF เมื่อถ่ายวิดีโอ ซึ่งช่วยให้ขณะถ่าย VDO อยู่ สามารถจับใบหน้าได้ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์แบบไม่หลุดโฟกัส สามารชาร์จแบตเตอรี่ผ่านตัวกล้องได้ด้วยผ่านพอร์ต USB-C มีการพัฒนาเรื่องระบบโฟกัสภาพ Eye and Face-Detection AF ในโหมด Wide-Area AF (L) ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายภาพ Portrait ทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังพัฒนาให้สามารถโฟกัสภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้นด้วย ตัวอย่างภาพจาก Nikon Z 6II / เครดิตรูปภาพ www.dpreview.com สเปคเบื้องต้นของ NIKON Z 6II - เซนเซอร์: 24.5Mp BSI 6048x4024
- โปรเซสเซอร์: Dual Expeed 6
- ช่วง ISO: 100-51,200 (100-204,800 exp)
- ออโต้โฟกัส: Hybrid AF, 273 จุด AF
- ความเร็วในการถ่ายภาพสูงสุด: 14fps
- วิดีโอ: 4K @ 60fps (ไม่ได้ตัด)
- LCD: 2100k-dot,
- ช่องมองภาพหน้าจอสัมผัสแบบเอียง: EVF 3690k-dot ตัวอย่างภาพจาก Nikon Z 7II / เครดิตรูปภาพ www.dpreview.com สเปคเบื้องต้นของ NIKON Z 7II - เซนเซอร์: 45.7Mp BSI 8256x5504 - โปรเซสเซอร์: Dual Expeed 6 - ช่วง ISO: 64-25,600 (32-102,400 exp) - ออโต้โฟกัส: Hybrid AF, 493 จุด AF - ความเร็วในการถ่ายภาพสูงสุด: 10fps - วิดีโอ: 4K @ 60fps (1.5x crop) - LCD: 2100k- จุด, - ช่องมองภาพหน้าจอสัมผัสแบบปรับเอียงได้: EVF 3690,000 จุด โดยราคาวางจำหน่ายจะอยู่ที่ Nikon Z7 II - เฉพาะ Body $3399 เป็นเงินไทยประมาณ 106,023 บาท - Body + เลนส์ 24-70mm F4 ราคา $3999 เป็นเงินไทยประมาณ 124,738 บาท Nikon Z6 II เฉพาะ Body $1995 เป็นเงินไทยประมาณ 62,229 บาท Body + เลนส์ 24-70mm F4 ราคา $2599 เป็นเงินไทยประมาณ 81,069 บาท ขอขอบคุณข้อมูลจาก Digital Word

จุดเด่นอะไรที่ Mate X2 5G นำมาใช้สู้ในตลาดมือถือพับได้

หลังจาก Samsung ผลิต มือถือแบบพับได้ อย่าง Galaxzy Z fold ออกมา Huawei เองก็ไม่พลาดที่จะทำมือถือพับได้ของตัวเองเช่นกัน เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต โดยรุ่นที่กำลังพัฒนาและมีข่าวออกมาเป็นระยะก็คือ Mate X2 5G โดย จากข้อมูลที่ได้นั้น Mate X2 5G จะมีหน้าจอขนาด 8.03 นิ้ว และเมื่อพับแล้วหน้าจอภายนอกจะอยู่ที่ 4.5 นิ้ว และอาจมาพร้อมชิปเซ็ต Kirin 1000 ซึ่งเป็นชิปเซ็ตรุ่นต่อไปที่กำลังพัฒนาอยู่ พร้อมกับ RAM 8 GB และ ROM 128 GB ในรุ่นเริ่มต้น ซึ่งอาจจะมีทั้งแบบ 12 / 256GB และ 16 / 512GB กล้องถ่ายรูประดับ High end ตามสไตล์ Huawei กล้องหลัก 40 ล้านพิกเซล กล้องอัลตร้าไวด์ 40 ล้านพิกเซล พร้อมกับกล้องเทเลโฟโต้ 12 ล้านพิกเซล และความสามารถในการซูมออปติคอล 3 เท่า ในส่วนของกล้องเซลฟี่นั้น อาจจะมีขนาด 32 ล้านพิกเซลหรือ 16 ล้านพิกเซล สามารถรองรับเครือข่าย 5G ได้ แบตเตอรี่มีขนาด 6,000 mAh รองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว 65W ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวการวางจำหน่ายที่เป็นทางการแต่อย่างใด แต่เดากันว่า Huawei อาจจะเปิดตัว Mate X2 5G นี้ในปีหน้า ถึงแม้หน้าตาโดยรวมจะคล้ายกับ Galaxzy Z fold แต่ก็มีจุดต่างกันอยู่ในแง่ของฟังก์ชั่นและการใช้งาน โดยเฉพาะเรื่องที่จะไม่มีแอปและบริการของ Google อยู่บนมือถือรุ่นหลังๆ ของ Hawei อีก ทำให้การตีตลาดยุโรปและตลาดในประเทศอื่นนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ยาก ขอขอบคุณข้อมูลจาก phonearena

เปิดสเปค Huawei Mate 40 ก่อนเปิดตัววันที่ 22 ตุลา นี้

ใกล้วันเปิดตัวเข้ามาทุกทีสำหรับ Huawei Mate 40 มือถือระดับเรือธงอีกหนึ่งรุ่นของ Huawei ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายรูป ซึ่งวันเปิดตัวคือวันที่ 22 ตุลา เวลา 1 ทุ่ม ตามเวลาจีน และอาจจะเปิดพรีออเดอร์ในวันเดียวกัน ก่อนจะวางขายหน้าร้านพร้อมๆ กันในวันที่ 30 ตุลาคม นี้ โดยข้อมูลคร่าวๆ ของ Huawei Mate 40 คือ หน้าจอขนาด 6.4 นิ้ว หน้าจอแสดงผลจะเป็นหน้าจอโค้ง พาแนล OLE มาพร้อมตัวชิปเซ็ต Kirin 9000 ที่มีขนาดแค่ 5 nm ซึ่งจะถือเป็นชิปเซ็ตตัวแรกของโลกที่รองรับโมเด็ม 5G ในตัว ซึ่งจะมีแค่ Huawei Mate 40 และ 40 Pro เท่านั้นที่จะได้ใช้ชิปเซ็ตรุ่นนี้ และอาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เพราะ Huawei เตรียมนำ Harmony OS มาใช้ในช่วงปี 2021 กล้องหลังมีฐานเป็นทรงกลมขนาดใหญ่ มีพื้นที่บนกล้องฐานกล้องที่ถูกเว้นว่าง ที่คาดว่าอาจใช้เซ็นเซอร์ LIDAR เหมือนกับ iPad Pros ใหม่ของ Apple ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้สำหรับฟีเจอร์ 3D ในกล้อง อาทิ AR การวัดขนาดจริงของวัตถุ การออกแบบโมเดล 3 มิติ โดยเลนส์หลักจะใช้วัสดุเลนส์แบบ 9 ชิ้น พร้อมความละเอียด 108MP ต่อมาเป็นเลนส์ Periscope สามารถซูมแบบ Optical ได้ถึง 5 เท่า ในส่วนของแบตเตอรี่นั้นยังไม่มีข้อมูลออกมา แต่ข่าวหลุดออกมาว่าจะได้ชาร์จเร็วที่ 66W ซึ่งข้อมูลที่พูดมาทั้งหมดนี้ เป็นเพียงข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้น ทั้งนี้เราก็ต้องติดตามกันอีกครั้งในวันที่ 22 ตุลา นี้ ถ้ามีข้อมูลอะไรอัพเดต Hyper Pixel จะนำมาแจ้งให้ทุกคนทราบทันที

เปิดตัว Samsung Galaxy F41 แบตจุ 6,000 mAh

Samsung Galaxy F41 โทรศัพท์แบตใหญ่ 6,000 mAh ใหญ่ขนาดที่ว่าเล่น VDO ได้ถึง 26 ชั่วโมง โดยสเปครวมๆ ของ Samsung Galaxy F41 จะคล้ายๆ กับ Samsung Galaxy M31s แต่จะมีราคาที่ถูกกว่าเล็กน้อย หน้าจอเป็น Super AMOLED กว้าง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ช่วงสี NTSC Color Gamut 110% ความสว่างสูงสุด 420nits มีรอยเว้าหน้าจอที่เป็นที่อยู่ของกล้องหน้าเป็นรูปตัวยู กล้องหลัง 3 ตัว โดยกล้องหลัก ให้ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล + เลนส์ Ultra-wide ให้ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้ 123 องศา + เลนส์ Depth ให้ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า ให้ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการ Exynos 9611 มีหน่วยความจำให้เลือกทั้ง RAM 6GB และ ROM 64 / 128GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 512GB ส่วนแบตเตอรี่ 6000 mAh รองรับการชาร์จไว 15W สามารถคุยโทรศัพท์ได้นาน 48 ชั่วโมง, เล่นวิดีโอติดต่อกันได้ 26 ชั่วโมง, ท่องเว็บผ่านเบราว์เซอร์ได้ 21 ชั่วโมง และเล่นเพลงติดต่อกันได้ 119 ชั่วโมง สเปคของ Samsung Galaxy F41 หน้าจอแสดงผล : Super AMOLED กว้าง 6.4 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ดีไซน์รอบแหว่ง Infinity-U ชิปเซ็ต : Exynos 9611 RAM : 6GB (LPDDR4X) ROM : 64 / 128GB สามารถเพิ่ม MicroSD Card ได้สูงสุด 512GB ระบบปฏิบัติการ : OneUI 2.1 บนพื้นฐาน Android 10 กล้องหลัง 3 เลนส์ พร้อมไฟแฟลช
- เลนส์หลัก ความละเอียด 64MP
- เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP (มุมกว้าง 123 องศา)
- เลนส์ Depth ความละเอียด 5MP กล้องหน้า ความละเอียด 32MP เครือข่าย : 4G LTE รองรับ Nano SIM 2 ช่อง แบตเตอรี่ : 6,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 15W ผ่านพอร์ต USB Type-C โดยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศอินเดีย 2 รุ่นด้วยกัน คือ - รุ่น 6GB + 64GB ราคาอยู่ที่ 17,000 รูปี หรือประมาณ 7,200 บาท - รุ่น 6GB + 128GB ราคาอยู่ที่ 18,000 รูปี หรือประมาณ 7,600 บาท

Oppo Reno 4z มือถือ 5G ราคาหมื่นนิดๆ

ดีไซน์เครื่องและสีสันที่เรียบแต่ดูหรู กล้องหลัง 4 ตัวที่ออกแบบให้มีมิติ การเชื่อมต่อแบบ 5G ทีี่ทำให้ชีวิตเร็วขึ้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ Oppo Reno 4z ที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่วันก่อน หน้าตาเครื่องที่สวยงามและคุณสมบัติด้านการถ่ายรูปที่อัปเดตคุณสมบัติเข้ามาเอาใจสายเซลฟี่ ทำให้โทรศัพท์รุ่นนี้น่าสนใจไม่น้อย ขนาดของหน้าจออยู่ที่ 6.57 นิ้ว ความละเอียด Full HD (2400 x 1080 ) แถมเหนือกว่าด้วย หน้าจอ 120 Hz เพิ่มความลื่นไหลให้ความแม่นยำในการสัมผัสหน้าจอ แสงสว่างหน้าจอนั้นไปไกลได้ถึง 480 nits ครอบทับด้วยกระจกนิรภัย Corning Gorilla Glass 3 ขอบจากหน้าจอมีความบางเพียง 1.7 ม และจุดที่น่าสนใจคือระบบเซนเซอร์นิ้วด้านข้างตัวเครื่อง ทำให้ปลดล็อคได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น กล้อง & VDO กล้องหน้าแบบฝังหน้าจอ 2 เลนส์คู่ ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล  ทำให้เซลฟี่ดีขึ้นกว่าเดิม เก็บรายละเอียดด้านหลังได้เป็นอย่างดี ทำหน้าชัดหลังละลายระดับฮาร์แวร์ที่ทำได้ดีด้วยเลนส์คู่ และมีฟังก์ชั่นใหม่ Selfie Night Mode ให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้แม้ในแสงน้อย ถ่ายแล้วหน้าไม่มืดไม่ดรอป และโหมด Ai Beautification ที่ oppo พัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผิวเนียนแต่ยังคงความสมจริงอยู่ กล้องหลัง 4 ตัว - กล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล F1.7 คอยจับแสง ไม่ว่าสภาพแสงไหน ก็ทำให้เก็บภาพได้บาลานซ์ สวยคมและชัดเจน
- ตัวที่สองเป็นเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เก็บภาพมุมกว้างได้ถึง 119 องศา
- ตัวที่ สามเป็นเลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล      
- ตัวที่สี่เป็นเลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล การถ่าย VDO เทคโนโลยี Ultra steady Mode ทำงานร่วมกับไจโรสโคปความเร็วสูงพิเศษ ให้ถ่าย VDO ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะถ่ายขณะวิ่ง ขี่จักรยาน VDO ก็จะไม่สั่นเบลอจนภาพออกมาดูน่าเวียนหัว RAM 8 ROM 128 ( ไม่สามารถใส่ microSD Card เพิ่มได้ ) มาด้วยระบบประมวลผล ของชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 800 5G GPU Mali G57 MC4 ขนาด 7 nm ที่ช่วยลดการใช้พลังงานให้น้อยที่สุด และการเชื่อมต่อ 5G ที่เร็วแรงกว่าเดิม รองรับการสนทนาแบบ Ultra HD ที่ทำให้การสนทนามีความสมจริงมากขึ้น แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 18W ที่ถึงจะชาร์จได้เร็วแต่ก็มีความปลอดภัยสูง มีวางจำหน่ายทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ Ink Black และสีขาว Dew White เปิดราคาที่ 12,990 บาท แต่ซื้อวันนี้ยังได้รับของแถมมูลค่ารวม 6,699 บาท และประกันจอแตกถึง 1 ปี หากซื้อพ่วงกับแพ็คเกจรายเดือนกับผู้ให้บริการเครือข่ายก็รับส่วนลดไปอีก 7,000 บาทเลยทีเดียว สรุปสเปคของ OPPO Reno4 Z 5G ขนาด: 163.8 x 75.5 x 8.1 มิลลิเมตร หนัก: 184 กรัม หน้าจอแสดงผล : LTPS LCD ความละเอียด FHD+  20:9 (2400x1080พิกเซล) ขนาดประมาณ 6.4 นิ้ว Refresh Rate 120Hz ชิปเซ็ต : MediaTek Dimensity 800 5G | GPU Mali G57 MC4 RAM : 8 GB ROM : 128 GB ความจำเสริม : ไม่ได้ระบุ ระบบปฏิบัติการ:  Android 10 ครอบบน Color OS 7.1 WiFi 802.11 B/G/N/AC (Dual Band) Bluetooth 5.1 เครือข่ายมือถือ : 2G/3G/4G/5G Dual Mode กล้องหลัง 4 ตัว:          
ตัวแรกเป็นของ ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล F1.7 
ตัวที่สองเป็นเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล 
ตัวที่ สาม เป็นเลนส์ Macro ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล      
ตัวที่สี่เป็นเลนส์ Portrait ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล, กล้องหน้าเซลฟี่ :  ความละเอียดกล้องหลัก: 16 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล รองรับ: สแกนใบหน้าแบบ 2D + ระบบสแกนนิ้วมือด้านข้าง รองรับ : nano SIM Dual SIM ช่องเสียบ : หูฟัง 3.5 mm. และ USB-C แบตเตอรี่ : Li-Po 4000 mAh  + Super Dart Charge กำลัง 18W สี : Ink Black, Dew White #สมาร์ทโฟน #SmarthPhone

เปิดตัว Mi 10T Pro กับสเปกสุดโหด พิเศษซื้อวันนี้แถมฟรี Nintendo Switch

พึ่งเปิดตัวกันไปหมาดๆ อย่างเป็นทางการกับมือถือตัวโปรจากค่าย Xiaomi ทั้ง Mi 10T และ 10T Pro ที่จัดเต็มด้วยชิปเซ็ตระดับท็อป กล้องหลัง 3 ตัว และสเปกจัดเต็มอื่นๆ อีก แถมเคาะราคามาแค่ หมื่นต้นๆ เท่านั้น ซึ่งราคานี้ยังมีของแถมสำหรับผู้ที่ซื้อในรอบแรกอีกมากมาย ใครที่ซื้อตอนนี้นั้นคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม ตัวเครื่องมีน้ำหนัก 216 กรัม หน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว ในอัตราส่วน 20:9 แบบ Cinematic Screen ความละเอียดระดับ Full HD+ (1080x2400 พิกเซล : 395 ppi) มีค่า Refresh Rate หน้าจอสูงสุดที่ สุดคือ 144Hz รองรับมาตรฐาน HDR10 และครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 5 และมีระบบ มีระบบแทรกเฟรม MEMC เป็นการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาเพิ่มเฟรมเรทให้กับวิดีโอ 25 – 30 fps ขึ้นเป็น 60 fps กล้อง & VDO กล้องด้านหลังเป็นกล้อง 3 ตัว คือ กล้องตัวหลัก Ultra-High ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Samsung HMX ขนาด 1/1.33 นิ้ว โครงสร้าง 7 ชิ้นเลนส์ พร้อมเทคโนโลยี 4-in-1 Super Pixel ขนาด 1.6 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/1.69 รองรับระบบกันสั่นแบบ OIS พร้อมการซูมภาพไกลสุด 30 เท่า (30x Digital Zoom) กล้องตัวที่สองแบบ Ultra-Wide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล โครงสร้าง 5 ชิ้นเลนส์ พิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/2.4 สามารถถ่ายภาพมุมกว้างสุด 123 องศา กล้องตัวที่สามแบบ Macro ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล โครงสร้าง 3 ชิ้นเลนส์ พิกเซลขนาด 1.12 ไมครอน มีรูรับแสงขนาด F/2.4 สามารถถ่ายภาพระยะใกล้สุดที่ 2 เซนติเมตร พร้อมไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์วัดแสงอีก 1 ตัว โดยมี Gorilla Glass 5 เป็นกระจกสำหรับทั้งฝาหลัง เลนส์ กล้อง เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ที่บริเวณขอบด้านขวาของตัวเครื่อง กล้องหน้าแบบฝังบนจอแบบ In-Display Camera ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล หน่วยประมวลผลที่ใช้คือ Snapdragon 865 ชิปเซ็ตระดับไฮเอนด์จาก Qualcomm และยังใส่ RAM ความเร็ว LPDDR5 มาถึง 8GB พร้อม ROM 256GB สำหรับการใช้งานเครือข่าย 5G รองรับทั้งคลื่นความถี่ n28 ( 700mHz ) และคลื่น n41 ( 2600mHz ) ส่วนแบตเตอรี่มี 5000 mah รองรับชาร์จเร็ว 33W เสริมด้วยเทคโนโลยี MMT แบ่งการชาร์จออกเป็นแนวขนานกัน 2 ทิศทาง เป็นการช่วยยึดอายุแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่ไม่ร้อนและทำให้ชาร์จได้ไวขึ้น 17% โดย Mi 10T Pro จะวางจำหน่ายทั้งหมด 3 สี ได้แก่ ดำ Cosmic Black, เงิน Lunar Silver และน้ำเงิน Aurora Blue วางจำหน่าย 2 รุ่น คือ RAM 8GB + 256GB – ราคา 15,990 บาท RAM 8GB + 128GB – ราคา 13,990 บาท ของแถมและโปรโมชั่น - ลูกค้า AIS และ True สามารถใช้สิทธิ์ซื้อ Mi 10T Pro ในราคาเพียง 4,990 บาท - ประกันจอแตก 6 เดือน สำหรับลูกค้าที่ซื้อ ตั้งแต่ วันที่ 7 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564 - สิทธิ์รับชม Netflix ฟรี นาน 6 เดือน - สั่งจองระหว่าง วันที่ 8 – 15 ตุลาคม 2563 นี้ รับฟรี หูฟังไร้สาย Mi True Wireless Earphones 2 Basic มูลค่า 999 บาท แถมฟรี Nintendo Switch ( สินค้ามีจำนวนจำกัด ) มูลค่า 12,490 บาท โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ - สมาชิก AIS Serenade หรือ True Red / Black Card ที่สั่งจอง Mi 10T Pro ในระหว่าง วันที่ 8 –15 ตุลาคม 2563 - ลูกค้าที่สั่งจองผ่านอีคอมเมิร์ซ (JD CENTRAL, Lazada และ Shopee) ใน วันที่ 8 ตุลาคม 2563 - ลูกค้าที่สั่งจองผ่านร้านและสาขาที่ร่วมรายการ อาทิ Jaymart สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว Com7 สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ TG สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ Mi Store สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 - ลูกค้าที่สั่งจอง Mi 10T Pro ผ่านร้าน Jaymart, Com7, TG สาขาใดก็ได้ และ สั่งจองผ่าน Mi Store สาขาเดอะมอลล์ ท่าพระ, สาขาเดอะมอลล์ บางกะปิ, แฟชั่น ไอส์แลนด์ ในระหว่าง วันที่ 8 – 15 ตุลาคม 2563 แล้วมาร่วมงานรับผลิตภัณฑ์ Mi 10T series ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2563 จำนวน 100 คนแรก ขอขอบคุณข้อมูลจาก Droidsans

Canon EOS 850D กล้อง DSLR กึ่งมืออาชีพ

กล้อง EOS 850D คือ กล้อง DSLR ซึ่งรวบรวมฟีเจอร์ต่างๆ เข้าไว้เหมือนเป็นกล้องชั้นสูงที่ง่ายต่อการใช้งานและให้ ผลงานคุณภาพเยี่ยมที่คุณต้องการในราคาที่จับต้องได้ มาพร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานที่ล้ำสมัยเทียบกล้องระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการถ่ายภาพแบบจริงจัง เพื่อก้าวไปสู่อีกขั้นของการถ่ายภาพระดับโปร จุดเด่นผลิตภัณฑ์ เซ็นเซอร์ CMOS APS-C 24.1MP หน่วยประมวลผลภาพ DIGIC 8 หน้าจอสัมผัสแบบปรับมุมได้ขนาด 1.04m-Dot 3.0 วิดีโอ UHD 4K 24p, รองรับวิดีโอแนวตั้ง ถ่ายภาพสูงสุด 7.5 fps ด้วย Eye Detection AF ในโหมด Live View EOS 850D เป็นรุ่นต่อยอดจาก EOS 800D ซึ่งมีฟังก์ชันการทำงานพิเศษสำหรับผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นที่ถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก โดยมาพร้อมกับระบบประมวลผลภาพ DIGIC 8 ใหม่และการปรับปรุงคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมาย ในบรรดาคุณสมบัติเหล่านี้ ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องอาจเห็นได้ชัดเจนที่สุด EOS 850D สามารถ – ถ่ายภาพได้สูงสุด 7 เฟรมต่อวินาที (fps) ด้วยระบบติดตามโฟกัสอัตโนมัติระหว่างการถ่ายภาพ ด้วย OVF
– ถ่ายภาพได้สูงสุด 7.5 เฟรมต่อวินาทีโดยกำหนด AF ไว้ที่เฟรมแรกระหว่างการถ่ายภาพแบบ Live View ความเร็วสูงสุดในการถ่ายภาพต่อเนื่องที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นผลมาจากกำลังการประมวลผลภาพที่ สูงขึ้นของ DIGIC 8 ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของระบบโฟกัสอัตโนมัติ รวมถึงการติดตามใบหน้าทั้งใน OVF และ Live View ระบบ AF ในช่องมองภาพของ EOS 850D ประกอบด้วยจุด AF 45 จุดที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างของ OVF เช่นเดียวกับเซนเซอร์วัดแสง RGB+IR ความละเอียด 220,000 พิกเซล  เซนเซอร์อันชาญฉลาดนี้จะวิเคราะห์ภาพใน OVF เพื่อตรวจจับรูปทรงและสีสันของตัวแบบซึ่งนำมาใช้ในการติดตาม AF (EOS iTRAF) หากตัวแบบเป็นบุคคล เซนเซอร์วัดแสงจะดำเนินการติดตาม AF ด้วยการตรวจจับใบหน้า ในโหมด Servo AF (การติดตาม AF) ได้มีการปรับปรุงอินเทอร์เฟซเพื่อให้แน่ใจว่าเฟรม AF ที่แสดงบนหน้าจอ LCD ด้านหลังจะแสดงภาพการเคลื่อนไหวในการติดตาม AF โดยไม่มีการหน่วงเวลา จึงสามารถลั่นชัตเตอร์ในจังหวะที่สมบูรณแบบที่สุดได้แม้จะถ่ายภาพตัวแบบขนาดเล็กที่เคลื่อนที่รวดเร็วก็ตาม ไม่ว่าจะถ่ายภาพนิ่งหรือบันทึกวิดีโอ ภาพจะออกมาดูดีหรือแย่ขึ้นอยู่กับว่าโฟกัสดวงตาได้คมชัดเพียงใด การรองรับ Eye Detection AF หมายความว่า เมื่อถ่ายภาพตัวแบบบุคคล กล้องจะจดจำดวงตาของตัวแบบและจับโฟกัสที่ดวงตานั้น การถ่ายภาพให้ประสบความสำเร็จจึงทำได้ง่ายขึ้นกว่าปกติ เอกลักษณ์ของ EOS: รายละเอียดดีเยี่ยม พร้อมประสิทธิภาพอันน่าทึ่งของความไวแสง ISO สูง EOS 850D มีเซนเซอร์ภาพที่มีความละเอียดระดับเดียวกันกับรุ่นก่อนหน้าด้วยความละเอียดที่ 24.1 ล้านพิกเซล ซึ่งเพียงพอสำหรับการพิมพ์ภาพโปรดขนาด A3 ที่มีคุณภาพสูงได้ และยังเพียงพอจะทำให้ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติมีรายละเอียดคมชัด สมจริง และตัวแบบในภาพพอร์ตเทรตดู “โดดเด่น” ด้วยเอฟเฟ็กต์โบเก้ในส่วนแบ็คกราวด์ที่ดูงดงามและเป็นธรรมชาติ อันเป็นเอกลักษณ์ของกล้องแบบถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ระบบประมวลผลภาพ DIGIC 8 ใหม่ มีความสามารถในการลดจุดรบกวนดียิ่งขึ้น จึงสามารถใช้ความไวแสง ISO ที่สูงขึ้น (หรือ ISO อัตโนมัติ!) โดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดรบกวนบนภาพ คุณจึงถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ที่สูงขึ้นได้ซึ่งช่วยแก้ปัญหากล้องสั่นและได้ภาพถ่ายที่คมชัดไม่ว่าจะถ่ายภาพด้วยมือในที่ร่ม ตอนกลางคืน หรือในสถานที่ที่มีแสงน้อยก็ตาม สำหรับกล้องอื่นๆ หลายรุ่น การถ่ายภาพโดยใช้ความไวแสง ISO ที่สูงอย่าง ISO 12,800 จะทำให้สีสันดูหม่นหมอง แต่สำหรับ EOS 850D สีสันยังคงดูสดใส เมื่อถ่ายด้วย ISO 25,600 สีสันยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หากไม่ได้นำมาพิมพ์ภาพขนาดใหญ่ วิดีโอ 4K UHD, 4K แบบ Timelapse นอกจากคุณสมบัติในการถ่ายวิดีโอแบบ HD และ Full HD ของกล้องรุ่นก่อนหน้า EOS 850D ได้เพิ่มความละเอียดระดับ 4K UHD สำหรับการบันทึกในรูปแบบ MP4 ที่ 25p/24p (PAL/NTSC) และยังสามารถ่าย Timelapse แบบ 4K UHD ได้อีกด้วย สัมผัสการใช้วงแหวนและปุ่มควบคุมที่พบได้ในกล้องระดับสูงๆ EOS 850D มุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั้งในระดับเริ่มต้นและผู้ใช้งานระดับสูงมากขึ้น จึงได้สร้างดีไซน์และอินเทอร์เฟซที่ผสมผสานระหว่างความง่ายในการใช้งานกับปุ่มควบคุมที่พบได้บนกล้องรุ่นไฮเอนด์ อันได้แก่: – วงแหวน Quick Control ช่วยให้้ผู้ใช้เปลี่ยนการตั้งค่ากล้องได้รวดเร็วและง่ายดายยิ่งขึ้น และ – ปุ่ม AF-ON ช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน AF (ซึ่งปกติจะเริ่มทำงานเมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง) แยกจากการลั่นชัตเตอร์ได้ จึงใช้งาน AF ด้วยปุ่มด้านหลังได้ง่ายดายยิ่งขึ้น Wi-Fi และบลูทูธ ง่ายต่อการถ่ายโอนไฟล์และถ่ายภาพจากระยะไกล การรองรับ Wi-fi/บลูทูธ และ Camera Connect ยังช่วยให้สามารถใช้สมาร์ทโฟนที่จับคู่ไว้เป็นรีโมทคอนโทรลสำหรับกล้องได้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายภาพหมู่และการถ่ายภาพตัวเอง: ไม่ต้องตั้งเวลาแล้วรีบวิ่งเข้าประจำที่อีกต่อไป! เพียงแค่ใช้ฟังก์ชันรีโมทคอนโทรลบลูทูธใน Camera Connect ก็สามารถลั่นชัตเตอร์จากที่ใดก็ได้ และยังมีฟังก์ชันการถ่ายภาพ Live View ระยะไกล ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเก็บภาพความซุกซนของสัตว์เลี้ยงขณะที่คุณไม่อยู่ในห้องได้ หลากหลายวิธีการถ่ายภาพ เพื่อให้เก็บภาพความทรงจำได้มากขึ้น โดยราคาของกล้อง Canon EOS 850D มาพร้อมกับเลนส์คิต EF-S18-55mm f/4-5.6 IS STM ในราคาเพียง 33,900 บาท มีวางจำหน่าย ณ ร้านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแคนนอนทั่วประเทศแล้ววันนี้

CONTACT US 

ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับงานรีวิว โฆษณา Hyper_pixel@yahoo.com ติดต่องานถ่ายภาพ วิดีโอโปรดักชั่น VDO presentation วิทยากรอบรมถ่ายภาพ อ. วรชาติ สดศรี โทร. 082-696-5450 ติดตามข่าวสาร+ตอนใหม่ได้ที่ 

Hyper Pixel อย่าลืมกันนะครับ 

          © 2023 by Closet Confidential. Proudly created with Wix.com