top of page

แคนนอนเปิดตัว MS-500 กล้องวิดีโอที่รองรับการบันทึกภาพด้วยความไวแสงสูงระดับอัลตร้า สร้างมาตรฐานใหม่

แคนนอน เปิดตัว MS-500 กล้องวิดีโอที่รองรับการบันทึกภาพด้วยความไวแสงสูงระดับอัลตร้า ที่ใช้เซ็นเซอร์ SPAD รุ่นแรกของโลก
สร้างมาตรฐานใหม่ของงานเฝ้าระวังความปลอดภัยในที่แสงน้อยขั้นสุด




ยกระดับงานเฝ้าระวังด้วยประสิทธิภาพการบันทึกภาพสี ความคมชัดสูง

แม้ต้องถ่ายวัตถุที่อยู่ไกลหลายกิโลเมตร ในเวลากลางคืนที่แทบไม่มีแสง



แคนนอนเปิดตัว MS-500
แคนนอนเปิดตัว MS-500

กรุงเทพฯ 8 สิงหาคม 2566 – แคนนอน (Canon) เปิดตัว MS-500 กล้องวิดีโอแบบถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ รองรับการบันทึกภาพความไวแสงสูงระดับอัลตร้าที่ใช้เซ็นเซอร์ Single Photon Avalanche Diode (SPAD) ขนาด 1.0 นิ้วที่มอบความละเอียดภาพสูงสุดในโลกที่ 3.2 ล้านพิกเซล[2] โดยกำหนดวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการช่วงเดือนกันยายนนี้


พื้นที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยสูง เช่น ท่าเรือ โครงสร้างสาธารณูปโภค และพรหมแดน จำเป็นต้องมีระบบการเฝ้าระวังที่มีความแม่นยำสูงซึ่งต้องจับภาพเป้าหมายได้อย่างชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน MS-500 เป็นกล้องวิดีโอรุ่นใหม่ที่ใช้เซ็นเซอร์ SPAD รุ่นแรกของโลกเพื่อการบันทึกวิดีโอเป็นภาพสีกับวัตถุที่มีความสว่างเพียง 0.001 ลักซ์[3] ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับเลนส์บรอดคาสต์ที่มีทางยาวโฟกัสอัลตร้าเทเลโฟโต้คุณภาพสูงก็จะสามารถจับภาพวัตถุที่อยู่ไกลออกไปได้หลายกิโลเมตรแม้ถ่ายในที่มืดในเวลากลางคืน โดย MS-500 จะมาเติมเต็มและเสริมแกร่งให้กลุ่มผลิตภัณฑ์กล้องความไวแสงสูงระดับอัลตร้าตระกูล Canon ME20/ML Series[4] เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของการเฝ้าระวังขั้นสูงยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น




ผสานพลังเซ็นเซอร์ SPAD และเลนส์บรอดคาสต์เพื่องานเฝ้าระวังจากระยะไกลในยามค่ำคืน

เซ็นเซอร์ SPAD ใช้เทคโนโลยี “Photon Counting” ซึ่งคำนวณอนุภาคแสง (โฟตอน) ที่แต่ละพิกเซลวัดได้ ดังนั้น แม้พิกเซลจะจับอนุภาพแสงได้เพียงอนุภาคเดียว ก็สามารถขยายค่าแสงได้ราว 1 ล้านเท่าและแปรเป็นประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้สามารถตรวจจับแสงได้แม้ในปริมาณน้อย นอกจากนี้ ทุกๆ โฟตอนเหล่านี้ยังสามารถนับรวมในแบบดิจิทัลได้ ดังนั้น จึงสามารถขจัดสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ในระหว่างการอ่านสัญญาณ ซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบหลักของเซ็นเซอร์ประเภท SPAD ที่ช่วยให้ถ่ายวิดีโอภาพสีได้ชัดเจนแม้ในสภาวะที่มีแสงต่ำกว่า 0.001 ลักซ์ นอกจากนี้ การใช้เมาท์เลนส์แบบ Bayonet (ตามมาตรฐาน BTA S-1005B) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับเลนส์บรอดคาสต์ ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์เลนส์บรอดคาสต์ของแคนนอนซึ่งมีความสามารถในการซูมไกลพิเศษได้หลากหลายรุ่น ช่วยให้ตรวจจับวัตถุที่อยู่ไกลหลายกิโลเมตรได้อย่างชัดเจนแม้ในความมืดยามค่ำคืน




การปรับปรุงการบันทึกภาพ พร้อมฟังก์ชั่นลดนอยส์และความพร่ามัว ยกระดับการเฝ้าระวังขั้นสูง

ในการจับภาพตอนกลางคืนและการเฝ้าระวังระยะไกล ผลกระทบของสัญญาณรบกวนและการสั่นสะเทือนของชั้นบรรยากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแสงน้อย อาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องความคมชัดของวิดีโอ และเพื่อแก้ไขปัญหานี้ MS-500 จึงติดตั้งระบบ “CrispImg2” มาเป็นคุณสมบัติมาตรฐาน เพื่อช่วยปรับค่าความคมชัด กราฟแกมมา และลดสัญญาณรบกวน (Noise) ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการบันทึกภาพ โดยสาามารถกำหนดเองได้เพื่อให้สามารถตั้งค่าคุณภาพของภาพได้ตามรูปแบบการใช้งาน ทำให้สามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างชัดเจนทุกเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้ง MS-500 ยังมีฟังก์ชัน “Haze Compensation” เพื่อช่วยลดความพร่ามัวจากควันหรือหมอก โดยระบบจะปรับค่าให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้คอนทราสต์ที่เหมาะสมและปรับปรุงภาพเพื่อมอบคุณภาพของงานวิดีโอที่ดีขึ้น


โดย MS-500 จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 เป็นต้นไป




คุณสมบัติหลัก

1.ผสานพลังเซ็นเซอร์ SPAD และเลนส์บรอดคาสต์ เพื่องานเฝ้าระวังจากระยะไกลในเวลา กลางคืน - เซ็นเซอร์ SPAD ใช้เทคโนโลยี “Photon Counting” ซึ่งคำนวณจากอนุภาคแสง (โฟตอน) ที่แต่ละพิกเซลวัดได้ (แตกต่างจาก “วิธีการสะสมประจุไฟฟ้า” ของเซ็นเซอร์ CMOS ซึ่งวัดปริมาณแสงที่สะสมในพิกเซลในช่วงเวลาหนึ่ง) โดยจะขยายค่าแสงราว 1 ล้านเท่าและแปรเป็นประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้สามารถตรวจจับแสงได้แม้ปริมาณน้อย นอกจากนี้ ทุกโฟตอนสามารถนับรวมแบบดิจิทัลได้ ดังนั้น จึงสามารถลดสัญญาณรบกวน (Noise) ได้ในระหว่างการอ่านค่าสัญญาณ[5] - สามารถบันทึกภาพสีที่คมชัดระดับ Full HD ได้แม้มีแสงที่วัตถุต่ำเพียง 0.001 ลักซ์

แคนนอนเปิดตัว MS-500

- ใช้เมาท์เลนส์แบบ Bayonet (เทียบเท่ามาตรฐาน BTA S-1005B) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในเลนส์บรอดคาสต์ จึงสามารถใช้งานร่วมกับเลนส์บรอดคาสต์ของแคนนอนที่สามารถซูมไกลพิเศษได้หลากหลายรุ่น - แคนนอนมีการออกแบบกระบอกเลนส์และเทคโนโลยีการเคลือบผิวเลนส์ที่ช่วยลดแสงสะท้อนที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้สามารถบันทึกภาพวิดีโอได้เคลียร์ใสโดยมีแสงโกสต์และแสงแฟลร์รบกวนน้อย อีกทั้งระบบดิจิทัลเซอร์โว ยูนิตไดรฟ์แบบดิจิทัล และตัวเข้ารหัสความละเอียดสูง ทำให้สามารถซูม โฟกัส และเปิด-ปิดม่านรับแสงได้ด้วยความเร็วและความแม่นยำสูง

แคนนอนเปิดตัว MS-500

2.ฟังก์ชั่นปรับแก้ภาพ (Image Correct) ช่วยให้สามารถเห็นภาพได้ดีขึ้น มาพร้อมคุณสมบัติลดสัญญาณรบกวน (Noise) และปรับค่ารูรับแสงที่เหมาะสม - "CrispImg2" ช่วยปรับความคมชัด กราฟแกมมา และการลดสัญญาณรบกวนให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการบันทึกภาพเพื่อการเฝ้าระวัง โดยมีการติดตั้งไว้เป็นมาตรฐานในฟังก์ชั่น Custom Picture เพื่อให้สามารถปรับตั้งค่าคุณภาพของภาพได้ตามความต้องการ อีกทั้งยังสามารถเลือกเป็นการปรับตั้งค่าอัตโนมัติเพื่อลดนอยส์ เพิ่มความคมชัด และการมองเห็นของภาพได้อีกด้วย - ฟังก์ชั่น “Smart Shade Control[6]” ช่วยปรับค่าแสงที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ เพื่อลดเงาในส่วนมืดของภาพและความโพลนของพื้นหลังที่เกิดจากแสงแบ็กไลต์หรือพื้นที่ส่วนมืดในวิดีโอ - ฟังก์ชั่น “Haze Compensation6” ช่วยลดความพร่ามัวจากควันหรือหมอก และปรับค่าให้โดยอัตโนมัติเพื่อให้ได้คอนทราสต์ที่เหมาะสม



3.รองรับฟังก์ชั่นการสื่อสารแบบอนุกรม (Serial Communication) สามารถใช้รีโมตควบคุมระยะไกลในการปรับมุมก้ม-เงยและหมุนซ้าย-ขวา (Pan/tilt) รวมถึงการปรับตั้งค่าคุณภาพของภาพ - รองรับโปรโตคอลควบคุมแบบอนุกรมเอกสิทธิ์ของแคนนอน “NU” ซึ่งใช้กับกล้องความไวแสงสูงพิเศษและกล้องวงจรปิดระยะไกลของแคนนอน[7] - รองรับโปรโตคอล “Pelco-D ” ของ Pelco, Inc. ในสหรัฐฯ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายกับกล้องวงจรปิดระยะไกลและหัวแพน-ทิลต์ - ใช้สายเคเบิลเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบอนุกรมผ่านช่องต่อของเครื่อง เช่น หัวแพน-ทิลต์ที่รองรับโปรโตคอลนี้เข้ากับเทอร์มินัลรีโมตที่แผงด้านหลังของกล้อง MS-500 ทำให้สามารถสั่งการทำงานของตัวกล้อง เลนส์ และหัวแพน-ทิลต์ ได้จากระยะไกลผ่านคำสั่งงานจากอุปกรณ์ควบคุม



แคนนอนเปิดตัว MS-500

แคนนอนเปิดตัว MS-500





Comments


bottom of page